
ว่าด้วยความฝันละเมอเรื่องชุมชนาธิปไตย
เรื่องราวของการพูดเรื่องชุมชนกับการปกครองประเทศกลับมาเป็นจุดศูนย์กลางของการกล่าวถึงการเมืองไทยอีกครั้งหนึ่งเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว
อย่างน้อยผ่านปาฐกถาสองชิ้น ชิ้นหนึ่งของนายแพทย์ประเวศ วะสี ที่เป็นองค์ประธานของขบวนการภาคประชาชนและประชาสังคมของไทย (และหนึ่งในคนสำคัญของคณะกรรมการปฏิรูป) และอาจารย์เอนก เหล่าธรรมทัศน์ เจ้าของทฤษฎี "สองนคราประชาธิปไตย" ที่กล่าวถึงว่าคนในชนบทตั้งรัฐบาล และคนในเมืองล้มรัฐบาล ที่โด่งดังในอดีต
ปาฐกถาของหมอประเวศนั้นน่าสนใจ ไม่ใช่เฉพาะในแง่ของตัวเนื้อหาสาระ แต่น่าสนใจในแง่ของการขับเคลื่อนความคิด เพราะหมอประเวศนั้นท่านไม่ใช่นักฝันเท่านั้น เพราะสิ่งที่ท่านพูดและเขียนนั้นก็มีการเคลื่อนไหวมาแล้วในระดับหนึ่ง ตลอดจนมีการจัดรูปแบบองค์กรที่เป็นระบบในระดับภาคีร่วมกันจากหลายภาคส่วน
ปาฐกถา "เทศาภิวัฒน์ : ปฏิรูปการบริหารประเทศ" ในการประชุมวิชาการ ฟื้นพลังชุมชนท้องถิ่นสู่การอภิวัฒน์ประเทศไทย เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มีความแหลมคมยิ่ง ในแง่ของหมอประเวศ เสนอว่า การปฏิรูปประเทศไทยที่สำคัญที่สุดคือ การเอาพื้นที่เป็นตัวตั้งหรือเรียกว่าเทศาภิวัฒน์ เนื่องจากประเทศไทยบริหารประเทศโดยรวมศูนย์อำนาจรัฐ รูปแบบกรม ให้อำนาจอยู่ในมือของคนเพียงคนเดียว คนในพื้นที่จึงไม่มีความหมาย ทำให้เกิดความอ่อนแอและส่งผลร้ายแรง 7 ประการ นั่นคือ
1.ทำให้ชุมชนท้องถิ่นอ่อนแอ ไม่สามารถจัดการกับตัวเองได้ 2.เกิดความขัดแย้งระหว่างวัฒนธรรมท้องถิ่นกับอำนาจที่รวมศูนย์ 3.การรวมศูนย์อำนาจการศึกษา 4.ระบบราชการอ่อนแอทางปัญญา ไม่ช่วยสนับสนุนท้องถิ่นจนเป็นระบบรัฐที่ล้มเหลว 5.เกิดคอรัปชั่นอย่างหนัก 6.การเมืองไร้คุณภาพ มีการลงทุนให้ชนะการเลือกตั้งเพื่อเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ และ 7.ทำให้เกิดรัฐประหารได้ง่าย การรวมศูนย์ทำให้สามารถยึดอำนาจได้ง่าย หากอำนาจกระจายให้ท้องถิ่นจะยึดอำนาจได้ยาก ดังนั้นต่อไปชุมชนจะต้องเข้ามามีความหมายมากขึ้น ผู้นำจะต้องผ่านการทดสอบจากท้องถิ่นว่าทำงานได้จริง ซื่อสัตย์ ฉะนั้นการปฏิรูปประเทศไทยคือ การปฏิวัติของประชาชน โดยรูปแบบใหม่เป็นการปฏิวัติเงียบ โดยประชาชนรวมพลังกันใช้ความรู้ติดอาวุธทางปัญญาและใช้สันติวิธี
อีกปาฐกถาหนึ่งที่เชื่อมโยงกันก็คือ ของอาจารย์เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ในงานเดียวกันที่ชื่อว่า "แปรถิ่น เปลี่ยนฐาน สร้างการปกครองท้องถิ่น” โดยมองว่า หัวใจสำคัญของประชาธิปไตยอยู่ที่การสร้างให้คนรู้สึกเป็นเจ้าของบ้านเมือง และปกครองตัวเองให้มากที่สุด อุปสรรคของการพัฒนาประชาธิปไตยไทยอยู่ที่ประชาธิปไตยของไทยมีระดับเดียว ซึ่งประชาธิปไตยไทยควรจะแบ่งเป็น 3 ระดับ คือ1.ระดับชุมชน 2.ระดับท้องถิ่น 3.ระดับชาติ โดยประชาธิปไตยท้องถิ่นจะต้องไม่เลียนแบบระดับชาติ และประชาธิปไตยระดับชุมชนจะต้องเป็นพื้นฐานให้ประชาธิปไตยของชาติ ซึ่งจะต้องฝึกพลเมือง ทำให้รู้สึกเป็นเจ้าของอำนาจ และไม่ฝากอำนาจไว้กับผู้นำ โดยอำนาจและความรับผิดชอบต้องเป็นของประชาชนโดยตรง โดยรัฐและสังคมควรแบ่งอำนาจสาธารณะกัน ซึ่งต่างจากปัจจุบันที่อำนาจอธิปไตยเป็นของรัฐทั้งหมด โดยรัฐควรแบ่งอำนาจสาธารณะให้แก่ชุมชน
เช่น อำนาจในการดูแลความปลอดภัย การศึกษา สิ่งแวดล้อม ซึ่งการแบ่งอำนาจสาธารณะจะทำให้รัฐไม่ต้องผูกขาดการใช้อำนาจเพียงผู้เดียว โดยรัฐต้องมองว่าไม่ใช่ผู้ที่อยู่เหนือกว่า แต่รัฐและชุมชนมีอำนาจเสมอกัน ซึ่งถ้ารัฐผลักดันอำนาจและงบประมาณให้ชุมชนจะเกิดจุดเปลี่ยนสำคัญในประชาธิปไตยของท้องถิ่นและระดับชุมชน เพราะประชาชนจะเข้ามามีส่วนร่วมและเกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของที่ต้องร่วมกันดูแลชุมชนไม่ให้เกิดการโกงกิน
ผมมีความเชื่อว่างานสองชิ้นนี้จะสร้างผลสะเทือนที่สำคัญต่อการปฏิรูปการเมืองของไทยในอนาคตอันใกล้ ส่วนหนึ่งเพราะเป็นการสร้างฐานทางภูมิปัญญาที่แข็งแกร่งในการต่อกรกับกระแสเทศาภิบาลเดิมที่ฝังรากลึกในการรวมศูนย์อำนาจของกระทรวงมหาดไทยมาเป็นร้อยปี และชี้ให้เห็นว่าการมีส่วนร่วมในระดับท้องถิ่นนั้นเป็นเรื่องของการปรึกษาหารือ และดูแลกิจการสาธารณะ ซึ่งจะไปไกลถึงขั้นของการสร้างสถาบันในการต่อรองอำนาจระหว่างชุมชนกับรัฐบาลกลาง
แต่ในอีกด้านหนึ่ง สิ่งที่น่าหวั่นใจก็คือ การเคลื่อนไหวของนักคิดสายประชาสังคมเหล่านี้ ละเลยมิติทางประวัติศาสตร์และความเข้าใจในเรื่องของเศรษฐศาสตร์การเมืองในระดับพื้นที่ โดยเฉพาะในระดับภูมิภาค และท้องถิ่นอยู่มิใช่น้อย ด้วยความหวานแหววในแง่ของความเชื่อว่าความสัมพันธ์ของรัฐและสังคมจะถูกถอดออกมาเป็นความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับชุมชน
"ส่วนรวมที่ไม่ใช่รัฐ" ไม่ใช่ภาพอุดมคติง่ายๆ ของคำว่า "ประชาสังคม" ที่เป็นพื้นที่รวมกันของ "ชุมชน" ที่สามารถถอดออกมาเป็น "สภา" ในรูปแบบใหม่ได้ แต่ต้องหมายถึงการย้อนไปทำความเข้าใจถึงการรวมตัวของ "ท้องถิ่น" ที่เหนือกว่าชุมชน แต่ไม่ใช่รัฐส่วนกลาง โดยต้องมายึดติดกับเรื่องของจังหวัดนั่นแหละครับ
คำว่า "ท้องถิ่นที่เหนือกว่าชุมชน" นั้นจะเข้าใจได้จะต้องมีเครื่องมือและจินตนาการที่ว่าด้วยเรื่องของการวางแผนในระดับภูมิภาค (regional planning) อย่างเป็นรูปธรรม ในแง่ของการจัดความสัมพันธ์ระหว่างชุมชน ทั้งชนบท และเมือง และการร่วมกันสร้างศูนย์กลางความเจริญที่เป็นธรรม ดังนั้นสำหรับผมนั้นการวางแผนในระดับภูมิภาคนั้นจะสร้างความสัมพันธ์ใหม่ระหว่างรัฐกับสังคม ที่ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ฝันๆ ว่าจะปฏิรูปประเทศด้วยการจัดความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนกับรัฐ แบบปรึกษาหารือกันตลอดเวลา โดยขาดความเข้าใจพลวัตของพื้นที่ดังที่พยายามจะชี้ให้เห็นครับ



