
ชาติสุดท้าย...
พิธีพระราชทานเพลิงศพพระธรรมวิสุทธิมงคล หรือหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ได้ผ่านพ้นไปแล้วเมื่อวันเสาร์ที่ 5 มีนาคมนี้ ที่วัดป่าบ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี
ก่อนหน้านี้หนังสือพิมพ์ คม ชัด ลึก ได้นำคำกล่าวของหลวงตามหาบัวซึ่งได้แสดงธรรมเอาไว้มาลงว่าเป็นปริศนาธรรม อันมีความตอนหนึ่งว่า “ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายของเรา เราจะไม่กลับมาเกิดอีกตลอดอนันตกาล” ซึ่งแท้ที่จริงแล้วมิใช่ปริศนาธรรมอะไร แต่หมายความว่าหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน จะไม่กลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีกแล้วเท่านั้น ไม่ว่าจะในภพใดชาติไหน
ผมมีหนังสือรวมคำเทศน์เก่าๆ ของหลวงตามหาบัวอยู่เล่มหนึ่ง ซึ่งท่านได้เทศน์อบรมเฉพาะพระสงฆ์ผู้ปฏิบัติธรรมที่วัดป่าบ้านตาดนานหลายสิบปีมาแล้ว ขอนำมาเรียบเรียงด้วยมีความบางตอนที่ชี้ให้เห็นว่าหลวงตามหาบัวท่านนี้มีจุดหมายปลายทางที่สูงและแจ่มชัดในทางพุทธศาสนามานานแล้ว
เรื่องของเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ หลวงตามหาบัวบอกว่า ไม่มีใครจะสามารถไปยึดเอาอาการทั้ง 4 นี้ว่าเป็นสุข เป็นอัตตา หรือเป็นของเที่ยงได้มีสภาพแปรเช่นเดียวกัน ฐานที่ตั้งของอาการทั้ง 4 นี้มีอะไรเป็นที่ตั้ง นอกจากจิตแล้วอาการทั้ง 4 นี้จะไม่มีที่ตั้ง
พระพุทธเจ้าท่านจึงพิจารณาปัจยาการ คือความเกิดดับของสิ่งเหล่านี้ จนสามารถรู้ที่เกิดที่ดับและรู้เท่าทันเรียกว่าได้ปล่อยวางฐานที่เกิดแห่งภพแห่งชาติ ฐานที่เกิดแห่งกิเลส ตัณหา อาสวะ ได้แก่ จิตดวงนั้น ปล่อยวางส่วนแห่งร่างกาย เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณไปเป็นลำดับๆ แล้วก็ปล่อยวาง ธรรมชาติซึ่งเป็นรากฐานของกิเลสตัณหานั้นไว้ด้วยปัญญาอีก
แล้วกิเลสตัณหาจะมีที่ตั้งบ้าน ตั้งเรือนตั้งภพ ตั้งชาติที่ไหน ไม่มีที่ตั้ง นี่ท่านเรียกว่า ทำลายอวิชชา
หลวงตาบอกว่า อวิชชาได้สิ้นสุดลงในจุดนี้ เรื่องอุปาทานทั้งหมดก็ได้ยุติกัน และความบริสุทธิ์นั้นจึงจะปรากฏภายในท่านผู้รู้นั้นอย่างเด่นชัดในขณะนั้นนั่นเอง
เรื่องภพน้อยภพใหญ่ที่เคยเป็นมาก็ทราบชัดในขณะนั้น ว่าเป็นไปจากธรรมชาติอันเดียวนี้ เป็นผู้พาให้เกิดให้ตาย พาให้ทุกข์ยากลำบากสูงๆ ต่ำๆ ลุ่มๆ ดอนๆ แห่งภพ แห่งชาติ แห่งความสุข ความทุกข์ ก็ไปจากจุดเดียวนี้ทั้งนั้น นี่เรียกว่าบ่อแห่งความกังวลมีอยู่จุดนี้
ถ้าว่าต้นไม้ก็คือรากแก้วของต้นไม้ ถ้าว่าภพว่าชาติก็รากแก้วของภพของชาติ ได้แก่ จิตอวิชชาที่พัวพันหรือซึมซาบกันอยู่จนไม่ทราบว่าอะไรเป็นจิต อะไรเป็นอวิชชา จนกว่าปัญญามีความสามารถแกล้วกล้า ถึงขั้นมหาสติ มหาปัญญาแล้ว จึงจะทราบรากฐานที่เกิดแห่งภพแห่งชาติได้โดยชัดเจน พร้อมทั้งทำลายด้วยมรรคญาณ ได้แก่ ปัญญาขั้นละเอียด ภพชาติจึงจะสิ้นสุดลงในใจดวงนั้น
“นั้นแล ที่ท่านว่า วุสิตํ พฺรหฺมจริยํ กตํ กรณียํ เสร็จกิจในพระพุทธศาสนา กิจอื่นที่จะทำให้ยิ่งกว่านี้ไม่มี” นี่คือคำสอนของหลวงตามหาบัวในเรื่องการไปสู่จุดหมายปลายทางอันเป็น “หลักพระศาสนา” ในหัวข้อที่ท่านเทศน์ไว้เมื่อเกือบ 50 ปีก่อน
ในหนังสือสวดมนต์มี “ปฐมพุทธภาสิตคาถา” ที่พระพุทธเจ้าตรัสและได้มีผู้แปลไว้มีความดังนี้ว่า
...เมื่อเรายังไม่พบญาณ ได้แล่นท่องเที่ยวไปในสงสารเป็นอเนกชาติ แสวงหาอยู่ซึ่งนายช่างปลูกเรือนคือตัณหาผู้สร้างภพ การเกิดทุกคราว เป็นทุกข์ร่ำไป
นี่แน่ะ นายช่างปลูกเรือน เรารู้จักเจ้าเสียแล้ว เจ้าจะทำเรือนให้เราไม่ได้อีกต่อไป โครงเรือนทั้งหมดของเจ้าเราหักเสียแล้ว ยอดเรือนเราก็รื้อเสียแล้ว จิตของเราถึงแล้วซึ่งสภาพที่อะไรปรุงแต่งไม่ได้อีกต่อไป มันได้ถึงแล้วซึ่งความสิ้นไปแห่งตัณหา (คือถึงนิพพาน)...
นั่นหมายความว่า หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน อริยสงฆ์ผู้นี้ท่านได้ละใจในการเวียนว่ายตายเกิดมาก่อนที่จะละสังขารนานแล้ว



