
มาร์ลโบโร หกหมื่นล้าน
เป็นธรรมดาของบรรยากาศ ช่วงก่อนการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ฝ่ายค้านต้องโหมโรงด้วยหลายเรื่องราวที่ชี้ให้เห็นพฤติกรรมการบริหารราชการแผ่นดิน ที่มีเงื่อนงำน่าสงสัย แม้ว่าเรื่องเหล่านั้นจะเกิดขึ้นก่อน หรือมีความต่อเนื่องจากรัฐบาลหลายยุคมาแล้วก็ตาม คำสั่งไม่ฟ้อง
ตัวแทนจำหน่ายบุหรี่มาร์ลโบโร แอลเอ็ม กับพวกผู้บริหารรวม 14 คน เมื่อเดือนมกราคม 2554 โดยที่คดีนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ยุครัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่เป็นเสมือนการตัดไม้ข่มนามของพรรคเพื่อไทย เพื่อจูงใจให้คนติดตามการทำหน้าที่ของพรรคฝ้ายค้าน ที่ถูกปรามาสว่าสะเปะสะปะ อีกทั้งยังไม่มีแม่ทัพตัวจริงที่จะลงสู้ศึกครั้งนี้ แต่อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้นับว่ามีน้ำหนักน่าสนใจ
เส้นทางที่น่าสงสัยครั้งนี้ เกิดขึ้นจากการที่บริษัทบุหรี่ยักษ์ใหญ่แห่งสหรัฐแห่งนี้ นำเข้าบุหรี่จากประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นประเทศในกลุ่มอาเซียน และแจ้งนำเข้าด้วยราคาต้นทุนที่ต่ำ น่าเชื่อว่าอาจจะมีการหลีกเลี่ยงภาษี จากนั้นนายเกียรติ สิทธีอมร ประธานผู้แทนการค้าไทย ก็เข้ามาเกี่ยวข้อง โดยมีหลักฐานซึ่งอ้างว่ามาจากสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เป็นการช่วยเหลือผู้ถูกกล่าวหา นอกจากนั้นยังมีประเด็นที่เชื่อมโยงไปถึงคิงเพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี ที่พรรคฝ่ายค้านอ้างว่า เป็นแหล่งที่มาของการหลีกเลี่ยงภาษีของฟิลลิป มอร์ริส ซึ่งก็เท่ากับตีวัวกระทบคราดไปยังหัวหน้าพรรคตัวจริงภูมิใจไทย ที่อยู่ระหว่างการจาริกไปแสวงบุญที่ประเทศอินเดียขณะนี้
ความเชื่อสำคัญประการหนึ่ง ที่ทำให้ประชาชนอาจคลางแคลงใจในกรณีนี้ คือ การที่อัยการฝ่ายคดีพิเศษ มีคำสั่งไม่ฟ้องบริษัทฟิลลิป มอร์ริส (ไทยแลนด์) ยูไนเต็ด ผู้ต้องหาว่ากระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 และ พ.ร.บ.ยาสูบ พ.ศ.2509 ฐานร่วมกันแสดงราคานำเข้าบุหรี่ยี่ห้อมาร์ลโบโร และแอลเอ็ม จากประเทศฟิลิปปินส์ ต่ำกว่าปกติ เพื่อชำระภาษีบุหรี่ต่อกรมสรรพสามิตน้อยกว่าความเป็นจริง ทำให้รัฐเสียหายกว่า 6.8 หมื่นล้านบาท ทั้งที่ในชั้นสอบสวนที่มีการทำงานร่วมกันระหว่างกรมสอบสวนคดีพิเศษ และอัยการเคยมีความเห็นสั่งฟ้อง ซึ่งหากนายจุลสิงห์ วสันตสิงห์ อัยการสูงสุด ไม่มีความเห็นเป็นอย่างอื่น แปลว่า กรณีนี้ก็อาจเทียบเคียงได้กับการขายหุ้นชินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ให้แก่กลุ่มเทมาเส็ก ที่ทำให้รัฐสูญเสียรายได้จากภาษี 1.5 หมื่นล้านบาทเราไม่อาจปฏิเสธได้ว่านี่คือการเมือง การเมืองที่พรรคฝ่ายค้านจำเป็นต้องหาประเด็นมาอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ซึ่งในหลายครั้งก็เป็นเรื่องที่ประกอบสร้างขึ้นมา หรือพยายามเชื่อมโยงให้เห็นปมเงื่อนที่ดูสลับซับซ้อน เพื่อ “เรียกแขก” ทั้งที่อาจจะมีความจริงอยู่เพียงบางส่วน แต่ไม่ว่าจะเป็นกรณีเทมาเส็ก กรณี ส.ป.ก.4-01 ที่ทำให้รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ล้มครืนมาแล้วครั้งหนึ่ง ก็เป็นภาระในการพิสูจน์ความจริงของรัฐบาล อย่างน้อยนี่ก็เป็นการเมืองในระบบ ในกติกา ในเวทีที่ยอมรับกันตามวิถีทางประชาธิปไตย คนในสังคมประชาธิปไตยต้องอดทน และเข้าใจบรรยากาศความคิดเห็นที่ขัดแย้ง ปรากฏการณ์มาร์ลโบโรหกหมื่นล้าน อาจทำให้รัฐบาลสั่นไหว หรือเป็นการฆ่าตัวตายของฝ่ายค้าน ก็เป็นไปได้ในอัตราที่เท่ากัน



