
เตือนพนักงานธนาคาร..."คุก"ซื้อ-ขายข้อมูลบุคคล
หลังจากชมรมธุรกิจบัตรเครดิต สมาคมธนาคารไทย แจ้งข้อมูลต่อกองบังคับปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี (บก.ปอศ.) ว่า มีกลุ่มมิจฉาชีพลักลอบนำข้อมูลบุคคลของลูกค้าบัตรเครดิตไปจำหน่ายผ่านทางอินเทอร์เน็ตจำนวนมาก จนสร้างความเสียหายให้แก่
โดยชุดสืบสวนสืบทราบว่า กฤษฎา ได้ลงประกาศขายข้อมูลผู้ถือบัตรเครดิตทางเว็บไซต์แห่งหนึ่ง ราคาข้อมูลละ 1 บาท จนถึงข้อมูลละ 8 บาท พล.ต.ต.โกวิทย์ วงศ์รุ่งโรจน์ ผบก.บก.ปอศ. พล.ต.ต.สุรพล หอมชื่นชม ผบก.กองบังคับปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) พ.ต.อ.กิตติ สะเภาทอง รอง ผบก.ปอศ. พร้อมชุดสืบสวน จึงวางแผนติดต่อล่อซื้อ จนจับกุม กฤษฎา อายุ 24 ปี อยู่บ้านเลขที่ 80 หมู่ 5 ต.ทุ่งลุยลาย อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ พร้อมด้วยของกลาง โน้ตบุ๊ก 1 เครื่อง โทรศัพท์มือถือ 2 เครื่อง บัตรเอทีเอ็มธนาคารกสิกรไทย 3 ใบ สมุดบัญชีธนาคารกสิกรไทย 2 เล่ม แผ่นซีดีบันทึกข้อมูลบัตรเครดิตลูกค้า 1 แผ่น ได้ที่ จ.ขอนแก่น
ชุดสืบสวนสอบสวนตั้งข้อกล่าวหากฤษฎาว่า มีข้อมูลบุคคลของลูกค้าบัตรเครดิต เพื่อนำออกใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบ ซึ่งเป็นการกระทำสำหรับบัตรอิเล็กทรอนิกส์ที่ออกให้แก่ผู้มีสิทธิ์ใช้ เพื่อประโยชน์ในการชำระค่าสินค้า บริการ หรือหนี้อื่นแทนการชำระด้วยเงินสด หรือเบิกถอนเงินสด
ด้านเจ้าหน้าที่ระดับสูงของธนาคารแห่งหนึ่ง เปิดเผย "คม ชัด ลึก" ว่า ผู้ถูกกล่าวหาคนนี้ เป็นอดีตพนักงานขายอิสระ ไม่ได้สังกัดธนาคารพาณิชย์แห่งใด หรือบริษัทขายตรงบริษัทอื่นๆ แต่มีรายชื่อบุคคลทั้งชื่อนามสกุล อายุ ที่อยู่ตามบัตรประชาชน ที่อยู่ในการจัดส่งเอกสาร และหมายเลขโทรศัพท์ที่สามารถติดต่อได้ ด้วยการนำข้อมูลที่หามาด้วยวิธีการทุจริต แล้วนำไปขายให้พนักงานบางคนในธนาคารที่รู้จัก ซึ่งมีรหัสประจำตัวถูกต้องแล้วสามารถตรวจสอบได้
“เท่าที่ทราบนโยบายของทุกธนาคารให้พนักงานขายสินค้าทางโทรศัพท์ หรือขายบัตรเครดิต จะต้องออกไปพบลูกค้าแบบตัวต่อตัว แต่ยังมีพนักงานบางส่วนใช้เทคนิคตื้นๆ โดยไม่อยากออกไปพบลูกค้า แต่ใช้วิธีการซื้อข้อมูลบุคคล ซึ่งลงทุนเพียงไม่มาก แต่ได้กำไรงาม หากลูกค้าซื้อสินค้า หรือสมัครบัตรเครดิตผ่าน พนักงานก็ได้รับค่าส่วนแบ่งหรือค่าคอมมิชชั่นแล้วแต่ตกลงสูงสุด 2,000 บาท คุ้มค่ากับการซื้อข้อมูลบุคคลเพียงแค่รายชื่อละไม่ถึง 10 บาท หากธนาคารพบพนักงานที่กระทำเช่นนี้ บทลงโทษครั้งแรกอาจให้ใบเหลือง ครั้งที่สองอาจให้ใบแดง และครั้งสุดท้ายไล่ออก“ เจ้าหน้าที่ระดับสูงของธนาคารแห่งหนึ่ง ระบุ
ขณะเดียวกัน อดีตผู้พิพากษาศาลอาญาท่านหนึ่ง ให้ความคิดเห็นว่า กฎหมายเมืองไทยต้องดูที่เจตนาลักษณะที่เกิดขึ้นละเมิดหรือไม่ ต้องตรวจสอบจากผู้เสียหาย แต่หากผู้เสียหายเองก็จำไม่ได้ว่าเคยให้ข้อมูลบุคคลกับหน่วยงาน องค์กร หรือบริษัทใด เพราะข้อมูลไหลออกไปเป็นทอดๆ แต่หากจะดำเนินคดีกับผู้ที่กระทำลักษณะเช่นนี้ อาจต้องพิจารณาเป็นรายๆ และต้องเริ่มจากสืบสวนจนนำไปสู่การจับกุม ไม่ว่าเข้าข่ายประมวลกฎหมายอาญาหรือไม่
อดีตผู้พิพากษาอ้างถึงประมวลกฎหมายอาญา หมวด 3 ระบุความผิดเกี่ยวกับเอกสาร มาตรา 264-268 อาจนำมาพิจารณาในคดีลักษณะนี้ โดย มาตรา 264 บัญญัติว่า ผู้ใดทำเอกสารปลอมขึ้นทั้งฉบับหรือแต่ส่วนหนึ่งส่วนใดเติมหรือตัดทอนข้อความหรือแก้ไขด้วยประการใดๆ ในเอกสารที่แท้จริงหรือประทับตราปลอม หรือลงลายมือชื่อปลอมในเอกสาร โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น ถ้าได้กระทำเพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริง ผู้นั้นกระทำความผิดฐานปลอมเอกสาร ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และผู้ใดกรอกข้อความลงในแผ่นกระดาษหรือวัตถุอื่นใด ซึ่งมีลายมือชื่อของผู้อื่นโดยไม่ได้รับความยินยอม หรือโดยฝ่าฝืนคำสั่งของผู้อื่นนั้น ถ้าได้กระทำเพื่อนำเอาเอกสารนั้นไปใช้ในกิจการที่อาจเกิดเสียหายแต่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือประชาชน ให้ถือว่าผู้นั้นปลอมเอกสาร ต้องระวางโทษเช่นเดียวกัน มาตรา 265 บัญญัติว่าผู้ใดปลอมเอกสารสิทธิ หรือเอกสารราชการต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงห้าปี และปรับตั้งแต่หนึ่งพันบาทถึงหนึ่งหมื่นบาท
"ส่วน มาตรา 266 ผู้ใดปลอมเอกสารดังต่อไปนี้ 1.เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการ 2.พินัยกรรม 3.ใบหุ้น ใบหุ้นกู้ หรือใบสำคัญของใบหุ้นหรือใบหุ้นกู้ 4.ตั๋วเงิน หรือ บัตรเงินฝาก ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท มาตรา 268 บัญญัติว่า ผู้ใดใช้หรืออ้างเอกสารอันเกิดจากการกระทำความผิดตามมาตรา 264 มาตรา 265 มาตรา 266 หรือมาตรา 267 ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ต้องระวางโทษดังที่บัญญัติไว้ในมาตรานั้นๆ" อดีตผู้พิพากษา ระบุ



