ข่าว

มาร์คร่วม8หน่วยงานเซ็นMOUเคลื่อนโฉนดชุมชน

มาร์คร่วม8หน่วยงานเซ็นMOUเคลื่อนโฉนดชุมชน

09 มี.ค. 2554

"นายกฯ" นั่งหัวโต๊ะ 8 หน่วยงานเซ็น MOU เคลื่อนโฉนดชุมชน แต่ไร้เงาสุวิทย์ ด้าน นายกฯ ยันเป็นนโยบายสำคัญปชช.ได้ประโยชน์แสนครัวเรือน สาทิตย์ย้ำเป็นนโยบายหาเสียงของปชป. ชี้การลงนามมีผลผูกพันทุกกระทรวงแม้รมต.ไม่ได้มา หวัง 1 ปีจะออกได้ 100 โฉนด ชาวบ้านพอใจแก้ป

(9มี.ค.) เมื่อเวลา 08.30 น. ที่ตึกสันติไมตรีหลังใน ทำเนียบรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานสักขีพยานในการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน  8  หน่วยงาน เพื่อดำเนินการโฉนดชุมชน ตามระเบียบสำนักายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดโฉนดชุมชน พ.ศ. 2553 ซึ่งภายในงานมีประชาชนตัวแทน ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.)หรือ Pmove จำนวน 24 คน ร่วมสังเกตการณ์การ ทั้งนี้ 8 หน่วยงานที่ร่วมลงนามเป็นผู้บริหารระดับปลัดและรองปลัดกระทรวง ประกอบด้วย สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงการคลัง กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงคมนาคม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและกรุงเทพมหานคร โดยมีรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงลงนามฐานะเป็นประธานหน่วยงานฐานะสักขีพยาน ยกเว้น นายสุวิทย์ คุณกิตติ รมว.ทรัพยากรฯ คนเดียวที่ไม่ได้มาร่วมในงานและไม่ได้ลงนามเป็นสักขีพยานด้วย

 นายกรัฐมนตรี กล่าวตอนหนึ่งว่า นโยบายโฉนดชุมชนถือเป็นนโยบายที่มีควมสำคัญมาก เพราะเป็นนโยบายแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในเรื่องของที่ทำกิน ซึ่งรัฐบาลดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง โดยให้ประชาชนรวมตัวกันเพื่อจัดระบบการบริหารจัดการ สามารถเข้ามามีกรรมสิทธิ์ในชุมชนเพื่อดูแลให้การใช้ประโยชน์ในที่ดินที่ได้รับกรรมสิทธิ์ได้ใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ นอกจากจะเป็นการสร้างความมั่นคงด้านที่ดินแล้ว ยังเป็นการดูแลรักษาการใช้ที่ดินให้เกิดประโยชน์สูงสุดด้วย อย่างไรก็ตาม ขณะนี้มีชุมชนยื่นเรื่องมากว่า  200  ชุมชน หากรัฐบาลสามารถดำเนินการตรงนี้ได้ก็จะช่วยประชาชนมากกว่า  1  แสนครัวเรือน

 นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า ทราบดีว่าการดำเนินงานในเรื่องนี้มีปัญหาอุปสรรคในเรื่องของกฎหมายและกฎระเบียบต่างๆ แต่รัฐบาลนี้ยึดถือในระบบนนิติรัฐขอให้ความมั่นใจว่าการดำเนินการทุกอย่างจะต้องมีกฎหมายรองรับ หากมีปัญหาหรืออุปสรรคใดๆทุกฝ่ายจะได้หารทางออกร่วมกันซึ่งจะเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับนโยบายและกฎหมาย

 ด้านนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกฯ ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานเพื่อจัดให้มีโฉนดชุมชน ให้สัมภาษณ์ภายหลังพิธีลงนามว่า คาดว่าการลงนามระหว่างสำนักงานโฉนดชุมชน สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กับกระทรวงที่เกี่ยวข้องจะมีความใกล้ชิดมากขึ้น เพราะก่อนหน้านี้ยังไม่มีกลไกของแต่ละกระทรวงมารองรับงานที่เกี่ยวกับโฉนดชุมชน ซึ่งบางครั้งฝ่ายกรรมการไปตรวจพื้นที่ที่มีการร้องขอโฉนดชุมชนแล้ว แต่เมื่อส่งเรื่องกลับไปยังกระทรวงที่เกี่ยวข้อง เขาจะไปตรวจซ้ำอีก ทำให้เสียเวลา อีกทั้งในขณะนี้มีผู้ยื่นขอโฉนดชุมชนเป็นจำนวนมาก 190 ชุมชน ครอบคลุมพื้นที่ 790,000 กว่าไร่ ถ้ากลไกในเรื่องนี้ยังยืดยาดอยู่ งานจะเดินหน้าไปได้อย่างยากลำบาก

 “ดังนั้นเมื่อมีการลงนามในเอ็มโอยูนี้จะเป็นการปรับกลไกทำงานให้มีความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเอ็มโอยูฉบับนี้ครอบคลุมตั้งแต่เรื่องของข้อมูลที่แต่ละกระทรวงต้องแลกเปลี่ยนกันและไปลงพื้นที่ไปตรวจด้วยกัน จึงไม่มีเรื่องของความซ้ำซ้อน อีกทั้งยังมีการปรับกฎระเบียบต่างๆ การส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาช่วยดำเนินการในเรื่องนี้ รวมถึงเรื่องของคณะทำงานในระดับกระทรวงซึ่งต้องถูกจัดตั้งขึ้นมารองรับ”นายสาทิตย์ กล่าว

 นายสาทิตย์ กล่าวต่อว่า ตอนนี้มีการอนุมัติโฉนดชุมชนไปแล้ว 35 ชุมชน มอบโฉนดชุมชนแล้ว 2 ชุมชน เหลือรอการส่งมอบอีก 33 ชุมชน ที่เป็นขั้นตอนทางธุรการซึ่งติดขัดบางอย่างในกระทรวงที่เกี่ยวข้อง เช่น การตรวจสอบด้วยภาพถ่ายทางอากาศ เป็นต้น และเราคิดว่าถ้าหลังจากการลงนามเอ็มโอยูฯแล้ว สามารถมอบโฉนดชุมชนได้อีก 33 ชุมชนดังกล่าวภายในเวลาประมาณ 1 เดือน ก็จะสามารถอาศัยแนวทางเดียวกันในการมอบโฉนดชุมชนในส่วนที่เหลืออีกประมาณ 50 กว่าชุมชนได้ทันที และจะทำให้การออกโฉนดชุมชนมีความรวดเร็วมากขึ้น ตนจึงคิดว่าถ้าเราทำได้อย่างเต็มที่ตลอดทั้งปีนี้ น่าจะสามารถออกโฉนดชุมชนได้ประมาณ 100 ชุมชน

 ส่วนปัญหาที่กระทรวงทรัพย์ยังไม่ส่งมอบที่ดินบางแห่งเพื่อการออกโฉนดชุมชน รมต.ประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า กรณีของกระทรวงทรัพย์ฯมีพื้นที่ที่ต้องดูแลเป็นจำนวนมาก เช่น ป่าสงวน ป่าไม้ถาวร พื้นที่อุทยาน เป็นต้น ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีประชาชนเข้าไปอยู่อาศัยเป็นจำนวนมากเช่นเดียวกัน ดังนั้น การที่เขาจะกันพื้นที่ออกมาจัดทำโฉนดชุมชนนั้น ต้องคำนึงถึงสภาพนิเวศน์และผลกระทบด้วย แต่สิ่งที่ทำความเข้าใจกันมาตลอดคือหลักการสำคัญที่ว่า 1. พื้นที่ที่มีการขอออกโฉนดชุมชนนั้น เป็นที่ดินที่ประชาชนเข้าไปอยู่อาศัยมานานแล้ว โดยมีหลักเกณฑ์ว่าชุมชนนั้นๆต้องอยู่มาเป็นเวลา 3 ปีก่อนมีการประกาศใช้ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีในเดือนมิ.ย. 2553   และ 2. คนต้องอยู่ร่วมกับพื้นที่รอบข้างโดยการช่วยกันอนุรักษ์พื้นที่ด้วย

 “ผมได้รับทราบการให้สัมภาษณ์ของนายสุวิทย์ คุณกิตติ รมว.ทรัพยากรฯ ก็เห็นว่าเขามีการติดขัดอยู่บางประการ แต่เท่าที่ได้คุยกันในเบื้องต้น นายสุวิทย์ บอกว่ากำลังตรวจสอบพื้นที่อยู่ ถ้าพร้อมเมื่อใด ก็จะอนุมัติให้ ซึ่งผมเชื่อว่าการลงนามในเอ็มโอยูนี้จะทำให้กลไกภายในของกระทวงทรัพยากรฯประสานกับสำนักงานโฉนดชุมชน และเดินหน้าไปได้เร็วขึ้น”นาบยสาทิตย์ กล่าว

 เมื่อถามว่าแม้นายสุวิทย์ ไม่ได้ร่วมประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) เมื่อวันที่ 8 มี.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งมีการพิจารณาเรื่องของโฉนดชุมชนด้วย แต่จะไม่ทำให้การออกโฉนดชุมชนมีปัญหาใช่หรือไม่ นายสาทิตย์ กล่าวว่า นโยบายรัฐบาลผูกพันทุกกระทรวงและรัฐมนตรีแต่ละคน รวมถึงมติ ครม.เป็นสิ่งที่มีผลผูกพันกับรัฐมนตรีในทุกกระทรวงอยู่แล้ว

 “ยืนยันว่าจะเร่งดำเนินการนโยบายนี้ให้สำเร็จเพราะโฉนดชุมชนถือเป็นนโยบายหลักของพรรคประชาธิปัตย์ในการหาเสียงเลือกตั้ง”นายสาทิตย์ กล่าว

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจาการสอบถามความพอใจของประชาชนที่มาร่วมงานพบว่าส่วนใหญ่ที่มีการลงนามอย่างชัดเจนของ 8 หน่วยงาน เพื่อให้ชาวบ้านมั่นใจได้ว่าจะมีการดำเนินการอย่างจริงจัง แต่ทั้งนี้ชาวบ้านส่วนใหญ่ก็เสียดายที่นายสุวิทย์ คุณกิตติ ไม่ได้มาร่วมงาน