ข่าว

ฝ่ายต้านเสนอกัดดาฟีลงภายใน72ชม.

ฝ่ายต้านเสนอกัดดาฟีลงภายใน72ชม.

09 มี.ค. 2554

ฝ่ายต่อต้านเสนอให้ผู้นำลิเบียลงจากอำนาจภายใน 72 ชั่วโมง แลกกับการไม่ถูกดำเนินคดี ด้านกัดดาฟี่ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวอีก ขณะที่เครื่องบินรบและรถถังของรัฐบาลลิเบีย ยังถล่มที่มั่นฝ่ายต่อต้านอย่างหนัก มหาอำนาจเกี่ยวกันเป็นผู้นำบังคับใช้เขตห้ามบิน

(9มี.ค.) นายมุสตาฟา อับเดล จาลิล ประธานสภาแห่งชาติลิเบีย ที่จัดตั้งขึ้นโดยกลุ่มต่อต้านรัฐบาลพันเอกโมอัมมาร์ กัดดาฟี ในเมืองเบนกาซี เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เปิดเผยต่อสำนักข่าวอัล จาซีรา เมื่อวันอังคารว่า พันเอกกัดดาฟีจะไม่ถูกตามล่าสำหรับอาชญากรรมที่เขาก่อไว้ ถ้าเขายอมลาออก และไปจากลิเบียภายใน 72 ชั่วโมง รวมถึงยุติการโจมตีทั้งหมด

นายจาลิล กล่าวว่า จะไม่มีการขยายเส้นตายจากที่กำหนดไว้ 72 ชั่วโมงอย่างเด็ดขาด และข้อเสนอที่มีไปถึงพันเอกกัดดาฟี ผ่านคณะผู้แทนเจรจา เพื่อให้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้รับการแก้ไขให้ลุล่วงไป โดยกำหนดเงื่อนไขข้อแรก คือ พันเอกกัดดาฟีจะต้องยุติการสู้รบในทุกสนามรบข้อที่สอง คือ เขาต้องออกจากลิเบียภายใน 72 ชั่วโมง และข้อที่สาม คือ ฝ่ายต่อต้านอาจจะสละสิทธิ์ในกาาดำเนินเขาในคดีอาชญากรรมต่าง ๆ ทั้งการกดขี่ข่มเหง , การเข่นฆ่าประชาชนปล่อยให้ประชนอดอยากและการสังหารหมู่ ซึ่งฝ่ายต่อต้านกำลังรอท่าทีจากฝ่ายรัฐบาล

ขณะเดียวกัน เมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา พันเอกกัดดาฟี ซึ่งถูกห้อมล้อมด้วยเหล่าองครักษ์ ได้ไปปรากฎตัวที่โรงแรมในกรุงทริโปลี ที่มีการจัดสถานที่รับรองผู้สื่อข่าว เขายังคงชูกำปั้นขึ้นไปในอากาศ ขณะก้าวออกจากรถยนต์และเดินเข้าไปในโรงแรม ก่อนจะเข้าไปยังห้องที่มีฉากกั้น เพื่อให้สัมภาษณ์สถานีโทรทัศน์ของตุรกีและฝรั่งเศส โดยใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ก่อนจะออกมาโดยไม่พูดกับสื่ออื่น ๆ ที่รออยู่ด้านนอก ปล่อยให้นายอับเดลมาจิด อัล ดูร์ซี ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อต่างประเทศ ออกมาแถลงแทนว่า พันเอกกัดดาฟี่ กำลังอารมณ์ดีอย่างยิ่ง และต้องการ
อธิบายสถานการณ์ในลิเบีย

เหตุการณ์ครั้งนี้ ได้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ที่สับสน หลังจากสถานีโทรทัศน์ที่เป็นกระบอกเสียงของรัฐบาล ได้ปฏิเสธข่าวที่ว่า ผู้นำลิเบียได้พยายามจะขอทำข้อตกลงกับฝ่ายต่อต้าน เพื่อหาทางก้าวลงจากอำนาจ เพื่อแลกกับการไม่ต้องถูกตั้งข้อหาเป็นอาชญากรสงคราม และรับประกันความปลอดภัยของตัวเขาและครอบครัว และยังต้องการหลักประกันจากสหประชาชาติด้วยว่า จะไม่อายัดทรัพย์สินทั้งหมดของเขา แต่นายอับเดล ฮาฟิซ โกก้า โฆษกของสภาแห่งชาติลิเบีย กลับให้ข้อมูลที่ขัดแย้งกับประธานสภาฯ โดยบอกว่า ไม่มีการเจรจาใด ๆ ทั้งสิ้น พวกเขาต้องการความเปลี่ยนแปลง

ด้านสหรัฐ ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับข้อเสนอของพันเอกกัดดาฟีว่า การเดินทางออกจากลิเบีย ไม่ว่าด้วยเงื่อนไขใด ๆ ของพันเอกกัดดาฟี จะไม่สามารถกันเขาหรือครอบครัว ออกจากความรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นในลิเบีย

ส่วนสถานการณ์ในลิเบีย มีรายงานว่า ในเมืองซาวิยาห์ ซึ่งตกอยู่ในมือของฝ่ายต่อต้าน และอยู่ใกล้กับกรุงทริโปลีที่สุดนั้น มีประชาชนจำนวนมากติดอยู่ท่ามกลางการโจมตีอย่างหนักของฝ่ายพันเอกกัดดาฟี เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา โดยมีการใช้ทั้งรถถังราว 40-50 คัน และเครื่องบินรบยิงถล่ม แต่ก็ยังไม่สามารถเข้าถึงใจกลางเมืองได้ อาคารจำนวนมากถูกทำลาย รวมทั้งมัสยิดแห่งหนึ่งด้วย

ฝ่ายต่อต้าน ได้ใช้เครื่องขยายเสียงเรียกร้องให้ประชาชนปกป้องที่มั่นของพวกเขา ภาพจากสถานีโทรทัศน์ สกาย ได้แสดงให้เห็นประชาชนที่หลบหนีการสู้รบ โรงพยาบาลแห่งหนึ่งเต็มไปด้วยผู้บาดเจ็บ ชาวลิเบียที่อยู่ในต่างประเทศ ได้ทราบสถานการณ์ในเมืองซาวิยาห์จากเพื่อนระบุว่า มีอาคารหลายแห่งเสียหายยับเยิน รวมทั้งโรงพยาบาลหลายแห่ง และระบบไฟฟ้า ประชาชนตกอยู่ในวงล้อม หนีไปไหนไม่ได้ คนที่ยังสู้ได้ก็สู้ต่อไป รวมทั้งพวกวัยรุ่น ส่วนเด็กกับผู้หญิงอยู่ในที่ซ่อน ผู้สื่อข่าวต่างชาติไม่สามารถเข้าไปในซาวิยาห์ และอีกหลายเมืองใกล้กรุงทริโปลี ถ้าไม่ได้รับการอารักขาจากเจ้าหน้าที่

ในพื้นที่ทางตะวันออก เครื่องบินรบยังคงถล่มที่มั่นของฝ่ายต่อต้านที่เมืองท่า ราส ลาเนิฟ ซึ่งเป็นที่ตั้งโรงกลั่นน้ำมัน โดยจุดที่ถูกถล่มหนัก อยู่ระหว่างเมืองราส ลาเนิฟ กับ บิน จาวัด ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ เนื่องจากเป็นเส้นทางเลียบชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ส่วนที่เมืองเบนกาซี ขบวนรถบรรทุกอาหารของสหประชาชาติ ได้เข้าไปแล้ว เพื่อจัดส่งความช่วยเหลือด้านอาหารเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่เกิดการลุกฮือของฝ่ายต่อต้านรัฐบาลเมื่อ 3 สัปดาห์ก่อน

ฝ่ายต่อต้าน ซึ่งขาดประสบการณ์ และเต็มไปด้วยอาสาสมัครวัยรุ่นและทหารที่แปรพักตร์กำลังจะเจอศึกหนัก เมื่อทหารที่ภักดีต่อพันเอกกัดดาฟี ได้มุ่งหน้าสู่เมืองเซิร์ท บ้านเกิดของพันเอกกัดดาฟี และที่มั่นสำคัญของเขา ที่อยู่ในเส้นทางที่แบ่งระหว่างพื้นที่เมืองโบราณกับศูนย์รวมโรงกลั่นน้ำมัน

เครื่องบินรบและรถถังของรัฐบาลลิเบียถล่มฝ่ายต้านหนัก

ขณะเดียวกันกองกำลังที่ภักดีต่อพันเอกโมอัมมาร์ กัดดาฟี ผู้นำลิเบีย ได้ส่งรถถังและเครื่องบินรบ ถล่มที่มั่นของฝ่ายต่อต้านอย่างหนักหน่วง เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ในขณะที่สหรัฐย้ำว่า การบังคับใช้เขตห้ามบินเพื่อขัดขวางปฏิบัติการโจมตีทางอากาศของฝ่ายพันเอกกัดดาฟี จะต้องได้รับฉันทามติจากโลกด้วย ขณะที่ตัวเลขผู้บาดเจ็บล้มตายที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ , วิกฤติการอพยพหนีภัยสงครามและความหิวโหย กำลังเพิ่มแรงกดดันให้กับบรรดารัฐบาลชาติมหาอำนาจให้เร่งดำเนินการ แต่หลายชาติก็ไม่กล้าที่จะเปลี่ยนจากการลงโทษด้วยมาตรการคว่ำบาตร ไปใช้มาตรการทางทหารแต่เพียงลำพัง โดยนางฮิลลารี่ คลินตัน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ ให้สัมภาษณ์ สกาย นิวส์ ว่าการบังคับใช้เขตห้ามบิน ต้องได้รับการสนับสนุนจากประชาคมนานาชาติ สหประชาชาติควรเป็นผู้ตัดสินใจเรื่องนี้ ไม่ใช่สหรัฐ

ประธานาธิบดีบารัค โอบาม่า ของสหรัฐ นายกรัฐมนตรีเดวิด คาเมรอน ของอังกฤษ ต่างก็เห็นชอบร่วมกันว่า ให้เร่งเดินหน้าแผนการที่วางไว้ รวมทั้งการให้องค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ หรือ นาโต้ ใช้ปฏิบัติการตอบโต้สถานการณ์อย่างเต็มรูปแบบ เท่าที่จะทำได้ที่รวมทั้ง การสอดแนม , การบรรเทาทุกข์ด้านมนุษยธรรม , การบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรด้านอาวุธ และกำหนดเขตห้ามบิน

แต่ในขณะที่อังกฤษและฝรั่งเศส กำลังหาทางให้สหประชาชาติออกมติแก้ปัญหา เช่น การกำหนดเขตห้ามบิน เพื่อป้องกันไม่ให้พันเอกกัดดาฟีใช้กำลังทางอากาศถล่มพลเมืองของตนเองนั้น รัสเซียและจีน ซึ่งเป็นสองชาติที่มีอำนาจในการวีโตในคณะมนตรีความมั่นคง ยังคงไม่แสดงท่าทีใด ๆ ต่อแนวคิดนี้ ที่อาจนำไปสู่การถล่มระบบป้องกันทางอากาศของลิเบีย

กองกำลังกัดดาฟีสกัดกั้นคนอพยพ

กองกำลังที่ภักดีต่อพันเอกโมอัมมาร์ กัดดาฟี เข้าสกัดกั้นประชาชนที่จะอพยพสู่ตูนีเซียราว 3 หมื่นคน และบังคับให้กลับไปทำงานยังเมืองหลวงของลิเบียอีกครั้ง โดยนายอิบราฮิม ออสมัน หัวหน้าทีมประเมินสถานการณ์ในแอฟริกาเหนือ แห่งสหพันธ์สภากาชาดและสภาเสี้ยววงเดือนแดงสากล เปิดเผยว่า แรงงานต่างชาติราว 3 หมื่นคน ที่จะอพยพออกนอกลิเบีย ได้ถูกกักตัวไว้ในอาคารผู้อพยพของลิเบียใกล้ชายแดนตูนีเซียเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

กองกำลังที่ภักดีต่อพันเอกโมอัมมาร์ กัดดาฟี ได้ใช้กำลังบังคับชาวบังกลาเทศ อียิปต์ และแอฟริกา ไม่ให้ข้ามพรมแดนลิเบีย โดยได้จับกุมและบังคับแรงงานต่างชาติ ที่อยู่บริเวณ
ชายแดนและเตรียมจะอพยพออกจากลิเบีย ให้กลับเข้ามายังประเทศอีกครั้งเมื่อกลางดึกของคืนหนึ่ง
 
นายออสมัน กล่าวว่า ในขณะที่รัฐบาลของลิเบีย ปฏิเสธว่า ไม่ทราบเรื่องที่กำลังเกิดวิกฤติมนุษยธรรมขึ้นนั้น  ในเย็นวันเดียวกัน แรงงานเกือบ 3 หมื่นคน ก็ไม่ได้ข้ามพรมแดน
 ทั้งยังหายตัวไป ซึ่งจนถึงขณะนี้ ก็ยังไม่มีใครรู้ว่าพวกเขาเหล่านั้นหายไปไหน

นายอิบราฮิม ระบุว่า ได้มีการร้องขอดูภาพถ่ายจากดาวเทียม เพื่อค้นหาตำแหน่งของแรงงานที่หายตัวไป แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ แต่ก็มีความเป็นไปได้ว่า บางส่วนอาจข้ามพรมแดนไปตูนิเซียสำเร็จ แต่เขาสันนิษฐานว่า แรงงานที่หายไปอาจถูกบีบบังคับให้กลับไปยังกรุงทริโปลีอีกครั้ง เพราะที่นั่นต้องการแรงงานจำนวนมากเช่น แรงงานทำความสะอาดโรงพยาบาล ซึ่งอาจล่อใจพวกเขาด้วยค่าจ้างที่เพิ่มมากขึ้น
 
นายอิบราฮิมบอกว่า ที่กองกำลังภักดีของพันเอกโมอัมมาร์ กัดดาฟีทำเช่นนั้น ก็เพราะไม่ต้องการให้ประชาชนก้าวออกจากประเทศเพื่อที่จะได้ไม่นำความจากข้างในไปเผยแพร่ให้กับชาวโลกได้รับรู้ โดยประชาชนบอกว่า กองกำลังของพันเอกโมอัมมาร์ กัดดาฟีเพียงแค่จับตัวแรงงานเหล่านั้นไปเท่านั้น แต่ยังไม่ได้ทำร้ายถึงแก่ชีวิตแต่อย่างใด

ตั้งแต่วันที่ 20 กุมภาพันธ์ จนถึงเมื่อวานนี้ มีคนอพยพจากลิเบียไปยังตูนีเซีย อียิปต์ ไนจีเรีย และอัลจีเรียและ 224,661 คน โดย 115,399 อพยพออกไปทางชายแดนตูนีเซีย, 101,609 คนออกไปทางชายแดนของอียิปต์, 5,448 คนไปทางอัลจีเรีย ส่วนอีก 2,205 คนออกไปทางไนจีเรีย
 
นายอิบราฮิม บอกว่า ประชาชนส่วนใหญ่จะได้รับความช่วยเหลือจากกลุ่มอาสาสมัครของสภาเสี้ยววงเดือนแดงสากล โดยส่งความช่วยเหลือไปยังเมืองเบงกาซีที่ถูกกลุ่มต่อต้านครอบครองอยู่  และกรุงทริโปลีที่ยังคงเต็มไปด้วยกองกำลังของกัดดาฟี โดยอิบราฮิมบอกว่าเสบียงอาหารเริ่มร่อยหลอลงแล้ว

ความหวาดกลัวยังคงเกิดขึ้นกับชาวแอฟริกันที่อยู่ในลิเบียอย่างต่อเนื่อง เพราะพันเอกโมอัมมาร์ กัดดาฟีได้ว่าจ้างทหารชาวแอฟริกันเพื่อช่วยเหลือเขา โดยในบางเมือง ทหารรับจ้างบางรายที่ต้องสงสัยจะต้องถูกลงโทษด้วยการแขวนคอ

นายอิบาฮิมบอกว่า เขาเห็นคนทีเป็นโรคเบาหวานและโรคหัวใจที่เดินทางข้ามไปยังชายแดนของตูนีเซีย ต้องล้มป่วยลง เพราะต้องเผชิญจากความหิวและกระหายจากการขาดเสบียง แต่หลังจากที่พวกเขาก้าวข้ามมายังชายแดนของอีกประเทศ พวกเขาก็ได้รับการรักษาแล้ว
 
ในเมืองซาร์ซิสของตูนีเซียช่วงนี้ มีผู้คนอพยพมาจากลิเบียมากกว่า 2 พันคนต่อวัน โดยกลุ่มที่เพิ่งข้ามมาใหม่ จะถูกพาไปพักยังแค้มป์ชั่วคราว ที่อยู่ห่างจากชายแดนตูนีเซีย-ลิเบียประมาณ 7 กิโลเมตร ซึ่งตอนนี้มีคนอพยพเข้ามาอยู่ในแคมป์แล้วประมาณ 15,000 คน เป็นชาวบังกลาเทศประมาณ 13,000 คน
 
ด้านชาวซูดานที่ลี้ภัยไปยังอียิปต์ได้บอกว่า กองกำลังของลิเบียเคาะประตูทุกบ้าน และพวกเขาต้องต่อต้านกับกองกำลังทหารรับจ้างแอฟริกันเพื่อออกไปจากลิเบียให้ได้ นอกจากนี้มีเด็กหญิงชาวซูดานวัยเพียง 12 ปีถูกข่มขืนอีกด้วย