
นายกฯจะอุ้มราคาดีเซลต่อคุณเห็นด้วยไหม?ผมไม่เอาด้วยครับ
ถ้าการแก้ปัญหาราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศ อยู่ที่การเอาภาษีประชาชนมา อุ้ม ราคาเอาไว้ให้ต่ำกว่าความเป็นจริง ผมว่าใครก็เป็นนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีพลังงาน หรือรัฐมนตรีตำแหน่งไหนก็ได้
ประชาชนเขาให้นักการเมืองมาเป็นรัฐมนตรีก็เพื่อจะ “บริหาร” บ้านเมือง ไม่ใช่มาทำในสิ่งที่เสมียนคนไหนๆ เขาก็ทำได้ เช่น พอข้าวของแพง ชาวบ้านร้องเรียน แทนที่จะอธิบายความจริงที่เกิดขึ้น กลับบอกว่าจะเอาเงินของชาวบ้านเองมาอุ้มให้ราคาอยู่ที่ชาวบ้านอยากจะเห็น...ทั้งๆ ที่ก็คือการเอาเงินเขามาอุ้มเขาเองนั่นแหละ
มิใช่ฝีมือการบริหารของคนระดับนายกฯ หรือรัฐมนตรีเลยแม้แต่น้อย ถึงวันนี้ รัฐบาลตรึงราคาดีเซลไม่ให้เห็น 30 บาทต่อลิตรมาแล้วประมาณ 2 เดือน ใช้เงินไปแล้วกว่า 8,000 ล้านบาทแล้ว ประเมินกันว่าถ้าจะตรึงราคาดีเซลให้อยู่ในระดับนี้ไปถึงเดือนเมษายนอย่างที่นายกฯ เกริ่นเอาไว้ ก็จะต้องใช้เงินอีกไม่ต่ำกว่า 1.5 หมื่นล้านบาท เงินก้อนนี้ไม่ได้เอาจากงบประมาณโดยตรงก็จริง แต่ก็มาจากประชาชนผู้ใช้น้ำมันเบนซิน และแก๊สโซฮอล์
เท่ากับเป็นการเก็บเงินจากประชาชนกลุ่มหนึ่งมาอุดหนุนประชาชนอีกกลุ่มหนึ่ง โดยที่ประชาชนกลุ่มที่ต้องเสียสละนั้นไม่มีทางเลือก ต้องทำตามที่ผู้มีอำนาจกำหนดให้เป็นไป…ด้วยเหตุผลทางการเมืองนี่แหละ
และยิ่งเมื่อรัฐบาลไปตรึงราคาดีเซลเอาไว้ให้ต่ำกว่าที่ควรจะเป็นในโลกของความเป็นจริง ก็เท่ากับเป็นการกระตุ้นให้ผู้คนหันไปใช้น้ำมันดีเซลกันมากขึ้น เพราะเมื่อมันถูก ผู้บริโภคก็ถูกชักจูงให้มาใช้โดยอัตโนมัติ เหมือนรัฐบาลส่งสัญญาณให้คนในประเทศมาใช้ดีเซลกันเป็นการใหญ่
อย่างนี้ไม่แปลว่าสวนทางกับที่รัฐบาลมีนโยบายให้ประหยัดการใช้พลังงานหรือ? ต้องถามว่ามือซ้ายรู้ไหมว่ามือขวาทำอะไรอยู่? ด้านหนึ่งบอกให้ประหยัด อีกด้านหนึ่งเชียร์ให้ใช้น้ำมันกันเป็นว่าเล่น มีใครบอกประชาชนไหมว่าทุกวันนี้การที่ราคาน้ำมันดีเซลอยู่ที่ 30 บาทได้นี่เพราะกองทุนน้ำมันเข้ามาช่วยอุ้มไว้ลิตรละ 5 บาทแล้ว
แปลว่าราคาจริงๆ ที่คนใช้ดีเซลจะต้องจ่ายนั้นอยู่ที่ 35 บาทต่อลิตร แต่ทุกคนก็ยังหลงเข้าใจผิดคิดว่ามันคือ 30 บาท เพราะนโยบายอุดหนุนของรัฐบาลนี่แหละ ขณะที่ทั้งโลกโวยวายว่าราคาน้ำมันดิบแพงขึ้น แต่คนไทยที่ใช้ดีเซล ยังรู้สึกทุกอย่างเหมือนเดิม...เรียกว่ายังหลอกตัวเองต่อไปจนกว่าความจริงจะปรากฏ นั่นคือเมื่อกองทุนน้ำมันหมดเกลี้ยงต่อหน้าต่อตา
และเมื่อต้องขึ้นราคากันจริงๆ ก็จะกระโดดพุ่งพรวดพราดขึ้นไปหลายเท่าตัว...เมื่อนั้นแหละ ความจริงที่ผู้คนรับไม่ได้ก็จะเกิดขึ้น และปัญหาสังคมกับการเมืองก็จะระเบิดออกมา อีกทั้งนโยบายประหยัดพลังงานที่ลงทุนลงแรงกันมหาศาลมาตลอดหลายปีก็จะไม่มีทางสำเร็จได้
นายกฯ บอกกับนักข่าวคล้ายๆ กับว่ากองทุนน้ำมันยังมีเงินเหลือ 8,000 ล้านบาท จึงสามารถตรึงราคาน้ำมันดีเซลได้ถึงสิ้นเมษายน แต่นั่นแปลว่านายกฯ ไม่เห็นว่าวิกฤติการเมืองในตะวันออกกลาง และแอฟริกาเหนือที่กำลังวุ่นวายหนักอยู่วันนี้จะลามปาม จนกระทบต่อการผลิตน้ำมันดิบและจะดันราคาน้ำมันขึ้นไปเกิน 100 หรือ 120 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลอย่างที่กลัวกัน
หากน้ำมันดิบพุ่งพรวดพราดอย่างนั้น กองทุนน้ำมันก็ไม่มีเพียงพอที่จะอุ้มราคาดีเซลไปถึงปลายเดือนเมษายน อย่างที่กล่าวอ้างกันได้เลย
กรุณาอย่าลืมว่ากองทุนน้ำมันนั้นมีภาระที่ต้องแบกรับอย่างอื่นอีกมากมาย ไม่ใช่แค่เพียงอุ้มราคาดีเซลเพื่อเอาใจคนที่รัฐบาลต้องการจะเอาใจเท่านั้น
พรุ่งนี้ว่าต่อครับว่านโยบายอุ้มราคาน้ำมันดีเซลนั้น ทำไมจึงจะก่อปัญหา เพราะนักการเมืองผู้ปกครองประเทศ ขาดความกล้าหาญ และการอธิบายความจริงของโลกให้ประชาชนคนไทยได้ฟัง
สุทธิชัย หยุ่น



