ข่าว

สัญญาณอันตรายใกล้เลือกตั้ง

สัญญาณอันตรายใกล้เลือกตั้ง

09 มี.ค. 2554

เหตุการณ์กลุ่มคนและบุคคลตามป่วน "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" นายกรัฐมนตรี เกือบทุกเวทีที่ "นายกรัฐมนตรี" ไปปรากฏตัวเป็นเหมือนภาพซ้อนที่เคยเกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ที่กลุ่มคนต่อต้านทักษิณจะไปปรากฏตัวตะโกนขับไล่ "ทักษิณ" ทุกที่

 และครั้งนี้ก็มาเกิดขึ้นกับ "รัฐบาลอภิสิทธิ์" แต่ถ้ามองภาพรวมแล้วสถานการณ์ที่ "อภิสิทธิ์" ต้องเจอครั้งนี้น่าจะหนักกว่า "ทักษิณ" เพราะมีปัญหาอื่นเข้ามาวุ่นวายให้ต้องแก้ไขรอบตัว

 การที่มีกลุ่มคนสามารถเข้ามาประชิดถึงตัว "นายกรัฐมนตรี" ก็ชี้ให้เห็นถึง "อันตราย" ที่อาจจะเกิดขึ้นได้กับนายกรัฐมนตรีทุกเมื่อ

 จนทำให้หน่วยรักษาความปลอดภัยต้องหารือกันหลายรอบ เพราะเหตุการณ์เกิดขึ้นแทบทุกวันหยุด แม้กระทั่งสันติบาลเองยังยอมรับว่าเป็นเรื่องยากมากที่จะห้าม เพราะไม่รู้ว่าใครเป็นใคร และจะมากันเมื่อไร

 นอกจากเจอเหตุการณ์ "ป่วน" ทุกเวทียังต้องเจอปัญหาการชุมนุมประท้วงทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ตั้งแต่เรื่องปัญหา "ปากท้อง" ไปจนถึงปัญหาใหญ่ระดับประเทศเรื่องเขตแดน

 ปัญหาต่างๆ ที่รุมเร้ารัฐบาลในขณะนี้ย่อมส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในการบริหารงานของรัฐบาลอย่างแน่นอน !

 เมื่อโครงสร้างทาง "อำนาจ" ของรัฐบาลเริ่มเสื่อมถอย กลุ่มผู้สูญเสียผลประโยชน์เริ่มทยอยออกมาเรียกร้องสร้างเงื่อนไขกดดันรัฐบาล

 โดยเฉพาะบทบาทการใช้อำนาจของ "นายกรัฐมนตรี" ในการกำราบพฤติกรรมการทุจริตคอรัปชั่นที่เกิดขึ้นจากการบริหารงานไม่เกิดผล

 ดังนั้นการชุมนุมที่เกิดขึ้นจึงถือเป็นการ "โหมโรง" ลดความน่าเชื่อถือของรัฐบาลก่อนการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลที่จะมีขึ้นในสัปดาห์หน้า และดูแล้วสถานการณ์ลักษณะนี้จะยืดเยื้อไปถึงจนวันลงคะแนนเสียงเลือกตั้งอย่างแน่นอน

 ซึ่งแว่วมาว่ามีความเป็นไปได้ว่ารัฐบาลอาจตัดสินใจยุบสภาตั้งแต่หลังเทศกาลสงกรานต์ไปจนถึงวันที่ 31 พฤษภาคมนี้

 จากนี้ไปให้จับตา "พรรคร่วมรัฐบาล" ที่เคยเหนียวแน่น แต่ยิ่งใกล้ยุบสภาความสัมพันธ์พรรคร่วมเหมือนจืดจาง มีผู้เชี่ยวชาญทางการเมืองหลายคนมองว่าถ้า "นายกฯ อภิสิทธิ์" ยุบสภาโดยไม่ปรึกษาหารือ "พรรคร่วมรัฐบาล" การเลือกตั้งครั้งหน้าโอกาสที่ "พรรคประชาธิปัตย์" จะกลับมาตั้งรัฐบาลอีกครั้งก็ริบหรี่

 เพราะขณะนี้ "พรรคเพื่อไทย" ได้ประสานและเตรียมส่งสัญญาณ "จับขั้ว" ในการเลือกตั้งครั้งหน้าไปยังพรรคร่วมรัฐบาลอย่าง "ป๋าเติ้ง" บรรหาร ศิลปอาชา ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา และ "สุวัจน์ ลิปตพัลลภ" แกนนำพรรครวมชาติพัฒนา และยังมี "พรรคเพื่อแผ่นดิน" บางส่วน

 จุดสังเกตง่ายๆ คือ การยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลครั้งนี้ "พรรคเพื่อไทย" ไม่แตะ "รัฐมนตรี" จาก "พรรคชาติไทยพัฒนา" และ "พรรครวมชาติพัฒนา" ทั้งที่สองพรรคมีรัฐมนตรีที่บริหารกระทรวงเกี่ยวข้องกับปัญหาปากท้องของประชาชน เช่น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, กระทรวงคลัง โดยเฉพาะกระทรวงพลังงาน

 การที่ "พรรคเพื่อไทย" ตอบแบบเลี่ยงๆ ว่า ไม่มีข้อมูลและพรรคไม่มีบุคลากรที่เชี่ยวชาญกระทรวงที่สองพรรคนั่งบริหารอยู่ก็คงฟังไม่ขึ้น

 ดังนั้นการอภิปรายไม่ไว้วางใจในสภาครั้งนี้ "รัฐมนตรี" ที่ตกเป็นเป้าใหญ่จึงตกอยู่กับ "ภูมิใจไทย" กับ "ประชาธิปัตย์" คนไหนข้อมูลด้านเอกสารไม่เพียงพอ เช่น กรณี "กษิต ภิรมย์" รมว.ต่างประเทศ ก็จะเน้นโจมตีในประเด็นความน่าเชื่อถือในการดำรงตำแหน่ง และ "รมว.พาณิชย์" พรทิวา นาคาศัย

 การอภิปรายครั้งนี้อาจเห็นภาพ "ลอยแพ" รัฐมนตรีบางคน เพราะที่ผ่านมามองว่าเป็น "ลูกนอกไส้" ในลักษณะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก สร้างความอึดอัดให้แก่สมาชิกพรรคหลายคน

 ดังนั้นการอภิปรายรัฐบาลที่จะเริ่มขึ้นในสัปดาห์หน้าที่มาพร้อมกับการชุมนุมเคลื่อนไหวของกลุ่มต่างๆ นอกสภาที่เผอิญข้อเรียกร้องมาสอดคล้องกับปัญหาที่ "ฝ่ายค้าน" กำลังมุ่งเป้าโจมตีรัฐบาลเหมือนการเคลื่อนไหวสอดรับกันเป็นระบบ

 มีข่าว "ป่วน" นายกรัฐมนตรีทุกเวที เพื่อลดความน่าเชื่อถือ

 ส่วน "พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย" จากมิตรที่กลับกลายไปอยู่ตรงกันข้าม เมื่อเข้าสู่ "โหมดเลือกตั้ง" ให้จับตาดู "มิตร" ที่กลายเป็นศัตรู จะเริ่มรณรงค์ให้ประชาชน "โนโหวต"

 ถือเป็นสัญญาณอันตรายสำหรับ "พรรคประชาธิปัตย์" เพราะนอกจากต้องพยายามขายนโยบายเพื่อซื้อใจ "คนเสื้อแดง" มาลงคะแนนให้แล้ว ยังต้องพยายามรักษาฐานเสียงเดิมเอาไว้ให้ได้อีกด้วย


 สมถวิล เทพสวัสดิ์