
ปรับรื้อเศรษฐกิจไทย
ปรับรื้อเศรษฐกิจไทย รับมือขั้วอำนาจโลกใหม่ คือหัวข้อเสวนาในงานวันนักข่าวประจำปีนี้ที่จัดโดยสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ซึ่งวิทยากรที่มานำเสนอแนวคิดสองท่านล้วนน่าสนใจ
คือ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และ ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร ประธานสถาบัน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ก็ขอนำสรุปย่อบางตอนของความคิดเห็นโดยรวมของสองท่านมา”เล่าสู่กันฟัง”
คำว่าขั้วอำนาจใหม่ของโลกเวลานี้คือ เอเชียตะวันออก มีจีนเป็นผู้นำ แล้วเวลาที่จีนโตไม่ได้โตคนเดียว แต่ส่งผลให้ประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเติบโตตามไปด้วย อำนาจใหม่ที่ว่านี้ไม่ได้เกิดจากแสนยานุภาพทางทหารเหมือนสมัยก่อน แต่เกิดจากพลังทางเศรษฐกิจ ที่เห็นได้ชัดก็คือขณะนี้เอเชียตะวันออกกลายเป็นศูนย์กลางการผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคอาหารการกินที่ใหญ่ที่สุดในโลก เป็นทั้งศูนย์ผลิตข้าว ยางพารา อาหารทะเล อาหารสำเร็จรูป อิเล็กทรอนิกส์ ซอฟต์แวร์ ไอทีต่างๆ ที่ใหญ่ที่สุดในโลก
ที่น่าสังเกตคือ กำลังการผลิตสินค้าต่างๆ ของจีนจะยังคงขยายต่อไปอีกอย่างต่อเนื่องด้วยแรงงานที่มีราคาถูก ขณะนี้จีนมี 33 มณฑล มณฑลที่ติดทะเลเจริญขึ้นมากมาพักใหญ่แล้ว และมณฑลที่อยู่ข้างในตอนกลางๆ ของประเทศก็กำลังเริ่มเจริญตาม ดังนั้น จีนจะไม่ได้หยุดความยิ่งใหญ่อยู่เพียงแค่นี้ ขณะที่อินโดนีเซียและเวียดนามก็กำลังขยายตัวในการผลิตสินค้าที่ต้นทุนและค่าแรงงานถูกเช่นกัน ดังนั้น ทั้ง 3 ประเทศ คืออินโดนีเซีย จีน และเวียดนาม จึงเป็นคู่แข่งของประเทศไทยไปด้วย เป็นคู่แข่งทางด้านสินค้าราคาถูก ที่ใช้แรงงานถูก
ในขณะที่เอเชียตะวันออกขยายตัว ประชาชนในเอเชียตะวันออกและจีน ก็มีรายได้สูงขึ้น มีอำนาจการซื้อมากขึ้น จากเดิมที่เคยเป็นคู่แข่งทางการค้าปัจจุบันจีนก็กลับกลายเป็นตลาดใหญ่แห่งใหม่สำหรับสินค้าจากไทยและเอเชียตะวันออกอื่นๆ ด้วย สิ่งที่น่าสนใจมากก็คือ การที่จีนประกาศออกมาแล้วว่าจะสร้างศูนย์กระจายสินค้าที่ใหญ่มหึมา ไม่ใช่ที่ประเทศไทยที่เดียว แต่จะกระจายไปตามจุดต่างๆ ทั่วโลก ซึ่งหากมองในแง่ดีก็ต้องถือว่านี่คือโอกาสสำคัญที่สุดที่เขาเลือกเราเป็นศูนย์กระจายสินค้า เพื่อเราจะได้นำสินค้าเหล่านั้นไปขายต่อที่ประเทศอื่นๆ ต่อไป ไม่ว่าจะเป็นเขมร พม่า มาเลเซีย ฯลฯ เราอาจต้องปรับทัศนคติที่มองเรื่องนี้ ว่าโอกาสทองมาแล้ว เขาเอาสินค้าราคาถูกมาเพื่อให้เรานำไปขายต่อทำรายได้ให้แก่ประเทศ
หลังจากวิกฤติเศรษฐกิจจนถึงปัจจุบัน พบว่าการลงทุนในประเทศไทยยังต่ำกว่าการออม ประเทศเรายังคงพึ่งภาคการส่งออกเป็นสำคัญ ขณะนี้ถึงแม้ว่าจะมีขั้วอำนาจใหม่เกิดขึ้นมา แต่ก็มีปัญหาเรื่องความไม่สมดุลของเศรษฐกิจมหภาคของโลก คือประเทศตะวันตกใช้เงินเกินตัว ประเทศตะวันออกมีเงินออมสูงเกินตัว ซึ่งปัญหานี้มีโอกาสที่จะทำให้เกิดวิกฤติในอนาคตอีกได้
ด้วยเหตุนี้ประเทศไทยจึงมีความจำเป็นที่จะต้องหาช่องทางในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยวิธีอื่นๆ ที่นอกเหนือไปจากการส่งออก เราต้องเพิ่มเรื่องการลงทุนโดยเฉพาะการลงทุนที่นำมาซึ่งการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ เช่น การลงทุนในโครงสร้างขั้นพื้นฐานเพื่อการพัฒนาประเทศ ต้องลงทุนด้านการศึกษา และเทคโนโลยี เพื่อยกระดับคุณภาพของคนไทยให้สูงยิ่งขึ้นไปอีก เป็นต้น (และบรรดาประเทศในกลุ่มอาเซียนก็ควรมีการรวมกลุ่มกันให้ได้ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งด้วยการพยายามทำให้อัตราแลกเปลี่ยนไปในทางเดียวกัน และไทยเราควรมีบทบาทสำคัญในการเป็นผู้นำในอาเซียนให้จงได้ เพื่อที่จะสามารถรับมือกับประเทศขั้วอำนาจโลกใหม่ได้อย่างรู้เท่าทันและเกิดประโยชน์สูงสุด)
นอกจากการเสวนาที่น่าสนใจแล้ว ภายในงานวันนักข่าวปีนี้ยังมีพิธีมอบรางวัลข่าวยอดเยี่ยมและภาพข่าวยอดเยี่ยม “อิศรา อมันตกุล” เหมือนเช่นทุกปี ซึ่งรางวัลข่าวยอดเยี่ยมประจำปี 2553 ได้แก่ ผลงานเรื่อง “จีที 200 ไม้ล้างป่าช้าพันล้าน” ของกองบรรณาธิการ "คม ชัด ลึก" ก็ขอมาเล่าสู่กันฟังด้วยความภาคภูมิใจนะครับ
บัญญัติ คำนูณวัฒน์



