ข่าว

ความหวังดีของรัฐ?กับความตายบนถนน

ความหวังดีของรัฐ?กับความตายบนถนน

09 มี.ค. 2554

“ขอเงินท้องถิ่น...ทำไมต้องให้ตำรวจเดินเข้าไปขอเงินเขาด้วย”

 นายตำรวจตั้งคำถามประกอบความคิดเห็นเชิงขัดแย้งกับผู้ร่วมประชุมซึ่งมีทั้งข้าราชการ นักวิชาการ และเอ็นจีโอ เหล่าบรรดาผู้คนที่ไม่ได้สัมผัสการทำงานในโลกของตำรวจหรือใกล้ชิดกับคดีอาชญากรรมอาจมองเพียงเหตุผลว่า ท้องถิ่นมีงบประมาณในการดำเนินงาน ท้องถิ่นต้องการเสียงของชาวบ้าน ท้องถิ่นต้องดูแลความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตของชาวบ้านซึ่งอยู่ในพื้นที่ความรับผิดชอบของท้องถิ่นอยู่แล้ว แต่เหรียญทุกเหรียญย่อมมีสองด้าน ดังนั้นการจะตัดสินใจดำเนินการในเรื่องใดจำเป็นต้องพิจารณาบริบทและเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้องให้ครบถ้วนรอบด้าน ต้องมองที่มาและที่ไปด้วย

 “ไข้โป้ง” ที่ระบาดอยู่ในหมู่นักการเมืองท้องถิ่นโดยเฉพาะในช่วงก่อนที่จะถึงฤดูเลือกตั้งนั้นมีสาเหตุ ที่มาที่ไปมาจากอะไร? หากมิใช่ อำนาจ และผลประโยชน์การที่นักวิชาการนักบริหารและเอ็นจีโอพยายามที่จะแสวงหาทุนสนับสนุนการดำเนินงานเพื่อที่จะผลักดันนโยบายบางอย่างไม่ว่าจะเป็นนโยบายด้านสุขภาพ หรือนโยบายอื่นใดโดย มุ่งหวังให้ท้องถิ่นเข้ามามีบทบาทสำคัญในการจัดสรรเงินงบประมาณสนับสนุนเป็นสิ่งที่ดี หากแต่ควรกำหนดให้เป็นนโยบายและหลักการที่ชัดเจน มิใช่ใช้วิธีการเสนอทางเลือกให้ตำรวจเดินเข้าหาท้องถิ่นเพื่อ “ขอ” ให้ช่วยจัดสรรงบประมาณให้ ถึงแม้ว่าจะเป็นการของบประมาณเพื่อนำมาใช้ในการดำเนินการส่งเสริมให้ประชาชนสวมหมวกนิรภัยให้ครบ 100% ก็ตาม หากวางระบบความสัมพันธ์ของนักการเมืองและผู้พิทักษ์สันติราษฎร์อยู่บนระบบการช่วยเหลืองบประมาณแบบไม่เป็นทางการแล้วนั้น เท่ากับเป็นการสนับสนุนระบบความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์ที่ส่งผลกระทบต่อภารกิจการอำนวยความยุติธรรมซึ่งอยู่ในบทบาทหน้าที่ของตำรวจด้วย ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ สิ่งที่ได้มาคืองบประมาณเพื่อการดำเนินกิจกรรมบางอย่างที่น้อยนิด แต่กลับสร้างผลกระทบเชิงลบที่ใหญ่หลวง

 การเปิดพื้นที่ให้ท้องถิ่นกับหน่วยงานภาครัฐได้มีส่วนร่วมในการบริหารจัดการเพื่อให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีเป็นสิ่งที่ควรทำ แต่ควรกำหนดเป็นนโยบาย ระเบียบการปฏิบัติที่ชัดเจน มิใช่ต้องใช้วิธีการขอเป็นกรณี หรือใช้วิธีการที่จะต้องให้ท้องถิ่นจำเป็นต้องใช้วิธีการ “ซิกแซ็ก” เพื่อผันเปลี่ยนงบประมาณเพื่อนำมาใช้ในการทำงาน หากพิจารณาเห็นว่า โครงการนั้นเป็นประโยชน์กับประชาชนอย่างแท้จริง ยกตัวอย่างเช่น หากพิจารณาเห็นว่าการที่ประชาชนต้องบาดเจ็บสาหัสและตายอยู่กลางถนนเป็นปรากฏการณ์ที่สะท้อนถึงความเป็นประเทศที่ไม่พัฒนา ก็ควรมีการทบทวนนโยบายระดับชาติและการบริหารจัดการงบประมาณใหม่ทั้งระบบเพื่อมุ่งเน้นการสร้างคุณภาพชีวิตของประชาชนในการใช้รถใช้ถนน และ แสดงให้เห็นเจตนารมณ์ที่มุ่งมั่น ชัดเจนว่า รัฐจะไม่ปล่อยให้ประชาชนคนไทยเจ็บหรือตายอยู่กลางถนนโดยไม่มีเหตุอันควรอีกต่อไป!

 อีกทั้งเมื่อรัฐประกาศนโยบายใดๆ ออกมาก็ควรคำนึงถึงองค์ประกอบและบริบทต่างๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้านด้วย เช่น การกำหนดให้ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์และผู้ซ้อนท้ายต้องสวมหมวกนิรภัย แต่ในขณะเดียวกันรัฐกลับไม่ได้ให้ความสำคัญกับการจัดระบบขนส่งสาธารณะ หรือรถนักเรียนที่มีประสิทธิภาพ มีคุณภาพและมีราคาที่ประชาชนผู้มีรายได้น้อยเข้าถึงได้ก็เท่ากับว่ารัฐมีส่วนสำคัญในการผลักดันให้ประชาชนผู้มีรายได้น้อยใช้รถจักรยานยนต์ที่มีความไม่ปลอดภัยสูง ส่วนกลุ่มประชาชนมีรายได้มากก็มีโอกาสที่จะได้รับความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนมากกว่าเพราะมีอำนาจการซื้อรถยนต์ส่วนตัวที่มีความปลอดภัยมากกว่ารถจักรยานยนต์ โอกาสที่จะถูกตำรวจจับปรับก็น้อยกว่าเพราะตำรวจมุ่งเน้นการจับปรับผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ หรือผู้ขับขี่รถกระบะมากกว่ารถยนต์ส่วนบุคคลซึ่งส่วนหนึ่งมาจากนโยบายของรัฐ

 การที่รัฐปล่อยให้ผู้ประกอบการจำหน่ายรถยนต์ รถจักรยานยนต์ผลิตสร้างคำโฆษณาที่มุ่งเน้นการขับขี่ที่ใช้ความเร็ว ความแรงจนกลายเป็นสำนึกที่ติดแน่นในกลุ่มผู้ใช้รถว่ารถที่ดีต้องแรง ต้องเร็วนั้นก็เป็นภาพสะท้อนอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่ารัฐไม่ได้คำนึงถึงการพัฒนาระบบความปลอดภัยทางถนนอย่างรอบด้าน รัฐกระทำการควบคุม จัดการเพียงประชาชนกลุ่มที่มีรายได้น้อย ผู้ใช้รถจักรยานยนต์เท่านั้น ดังนั้น การกำหนดนโยบายเพียงบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดกับผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์และผู้ซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ให้สวมหมวกนิรภัยจึงไม่อาจสรุปได้ว่า รัฐมีความหวังดีที่ต้องการสร้างความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนให้แก่ประชาชนคนไทยอย่างแท้จริง!

ผศ.ดร.ปนัดดา ชำนาญสุข