ข่าว

กกต.จะทำงานเชิงรุก

กกต.จะทำงานเชิงรุก

09 มี.ค. 2554

กรอบเวลาของการยุบสภาเลือกตั้งใกล้เข้ามาทุกขณะ และเริ่มเห็นบรรยากาศการเลือกตั้งกระหึ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และได้กลิ่นอายของเวทีแห่งหาเสียงเลือกตั้ง นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้มีอำนาจเต็มในการใช้สิทธิ์ยุบสภา

 ก็บอกกล่าวชัดเจนว่า มิถุนายนน่าจะยุบสภาและเลือกตั้งน่าจะเป็นประมาณเดือนกรกฎาคม โดยในวันศุกร์ที่จะถึงนี้นายกฯ อภิสิทธิ์จะเดินทางไปหารือกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เกี่ยวกับความพร้อมในการจัดการเลือกตั้ง เพราะแม้รัฐธรรมนูญหมวดที่ว่าด้วยกติกาการเลือกตั้งก็ได้รับการแก้ไขแล้ว เพียงแต่รอการแก้ไขกฎหมายลูกอีก 2 ฉบับ คือ กฎหมายพรรคการเมือง และกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้ง

 ที่บอกว่าเริ่มเห็นบรรยากาศของการเลือกตั้ง เพราะพรรคการเมืองใหญ่เริ่มทยอยเปิดตัวผู้สมัคร ส.ส. และเริ่มขึ้นป้ายนโยบายหาเสียงกันแล้ว ทั้งในต่างจังหวัด และในเขตกรุงเทพมหานคร อีกทั้งยังเห็น ส.ส. และว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ลงพื้นที่ทำงานมวลชนต่อเนื่องมากขึ้น อย่างพรรคประชาธิปัตย์ ก็ส่งอภิรักษ์ โกษะโยธิน ซึ่งทำงานใกล้ชิดนายอภิสิทธิ์ ลงพื้นที่ควานหาคนรุ่นใหม่เข้ามาทำงานการเมืองมากขึ้น ทำนองว่า พรรคต้องการสร้างคนรุ่นใหม่ขึ้นมาสืบทอดอุดมการณ์ของพรรคที่ก่อตั้งมายาวนาน และมีอายุมากที่สุดในเวลานี้ ตั้งแต่ยุคของนายควง อภัยวงศ์ ที่เป็นหัวหน้าพรรคคนแรก ด้วยเจตนารมณ์ "ต่อต้านเผด็จการทหาร"

 นอกจากนั้นเรายังได้เห็นบรรยากาศเดิมๆ ที่ผู้นำพรรคการเมืองบางพรรคไปไหนมาไหนแล้วถูกต่อต้าน หรือมีอีกฝั่งฝ่ายหนึ่งออกมาแสดงกิริยา-อารมณ์ที่ไม่เหมาะสม ทำนองขัดขวางกิจกรรมทางการเมืองของผู้นำบางพรรค ที่เห็นก็มีแม่ค้าไปตามไล่ด่านายกฯ อภิสิทธิ์ ทำนอง "เอาแต่พูด-มือเปื้อนเลือด" ซึ่งนั้นไม่ใช่บรรยากาศของประชาธิปไตย ถึงแม้ว่าจะอ้าง "สิทธิ์" แต่สิทธิ์บ้านเราใช้กันเกร่อ โดยลืมนึกไปว่าสิทธิ์ที่อ้างถึงนั้น ไปละเมิดสิทธิ์ของคนอื่นเช่นกัน ที่ซ้ำร้ายไปกว่านั้น คนที่มีหน้าที่โดยตรงในการเผยแพร่เจตนารมณ์-อุดมการณ์ประชาธิปไตย อย่าง กกต.ก็ไม่ทำหน้าที่ "สดศรี สัตยธรรม" หนึ่งใน กกต.กลับกวักมือเรียกให้ทหารออกมาปฏิวัติ เพราะไม่อาจแก้ปัญหาการทุจริต การซื้อเสียงได้

 เข้าใจว่า กกต.นั้น พร้อมจัดการเลือกตั้ง และเห็นป่าวประกาศว่า จะจัดการเลือกตั้งในเชิงรุกมากกว่ารับเหมือนที่ผ่านมาในการจัดการเลือกตั้งให้ "สุจริต เที่ยงธรรม" ด้วยการของบประมาณในการเลือกตั้งเพิ่มขึ้นจาก 2,000 ล้านบาท เป็น 3,817 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่า ซึ่งถ้า กกต.รับประกันได้ว่า ได้งบประมาณเพิ่มไปแล้ว สามารถป้องกันการทุจริต ซื้อเสียง และทำงานเชิงรุกมากกว่าเชิงรับได้ รัฐบาลก็น่าจะจัดสรรให้ได้ แต่ในข้อเท็จจริงแล้ว กกต.ยังวิ่งตามผู้สมัคร ส.ส.ที่พร้อมจะหว่านเงินลงไป เพื่อให้ได้กลับมาสู่อำนาจ โดยไม่ได้คำนึงถึงประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอย่างแท้จริงไม่