
ภัยแล้ง
ประเทศเกษตรกรรมที่ยังต้องพึ่งพาธรรมชาติอย่างบ้านเรา ยังไงก็ยังหนีเรื่องน้ำท่วมและภัยแล้งไม่พ้นซึ่งทั้งสองเรื่องดังกล่าวก็ดูเหมือนจะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตชาวไร่ชาวนาไทย ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปกี่สิบปีหรือจะเปลี่ยนรัฐบาลไปแล้วกี่ชุดก็ตาม
ทั้งที่ภาพของภาวะน้ำท่วมใหญ่เมื่อปีที่แล้วยังไม่ทันจางไปจากสายตา ตอนนี้วิกฤติจากภัยแล้งก็เริ่มส่งสัญญาณให้เห็นกันแล้วล่ะครับ อย่างเช่นที่จังหวัดขอนแก่น ซึ่งมีปริมาณน้ำฝนในช่วงเดือนมกราคมน้อยมากประกอบกับแหล่งกักเก็บน้ำไม่เพียงพอต่อความต้องการ ทำให้ประชาชนพากันเดือดร้อนจากการขาดน้ำสะอาดสำหรับบริโภค และน้ำที่จะใช้ในการเกษตร รวมแล้วเป็นพื้นที่กว่าครึ่งหนึ่งของจังหวัด จนต้องมีการประกาศให้หลายอำเภอเป็นพื้นที่ภัยแล้ง และใช้งบฉุกเฉินในการจัดหาน้ำแก่เกษตรกร
ใช่แต่จังหวัดขอนแก่น หรือภาคอีสานเท่านั้น ชาวไร่ชาวสวนที่ปลูกไม้ดอกแถวจังหวัดกาญจนบุรีก็เล่าว่าตอนนี้ไร่สวนของเขาก็ขาดแคลนน้ำ ต้องทำท่อส่งน้ำจากฝายลอดถนนมาเลี้ยงต้นไม้พืชไร่ และหลายคนก็คาดการณ์ว่าปีนี้ประเทศไทยอาจจะเผชิญภัยแล้งขั้นรุนแรง
เรื่องภัยธรรมชาติ ไม่ว่าจะเกิดจากน้ำมากหรือน้ำน้อยล้วนเป็นปัญหาที่หนักอก สำหรับเกษตรกรที่ฝากความหวังไว้กับดินฟ้าอากาศ และฝากชีวิตไว้กับผลผลิตในแต่ละปี นับเป็นเรื่องที่น่าเห็นใจเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะหลายคนที่ต้องสิ้นเนื้อประดาตัวจากน้ำท่วมมาหยกๆ ยังจะต้องมาเผชิญกับโศกซ้ำกรรมซัดจากภัยแล้งในปีนี้อีก
แม้เกษตรกรจะมีคำเรียกที่หรูๆ ว่า เป็นกระดูกสันหลังของชาติ แต่เอาเข้าจริงๆ แล้ว สภาพของชาวไร่ชาวนาไทยก็เป็นกระดูกที่ขาดแคลเซียม เนื่องจากไม่ได้รับการดูแลเอาใจใส่เท่าที่ควร และมีชีวิตตามมีตามเกิดเสียเป็นส่วนใหญ่ ถ้าลองคิดกันให้ไกลๆ จะเห็นว่าขณะที่เรามุ่งหมายจะทำประเทศไทยให้เป็นแหล่งอาหารของโลกหรือครัวของโลก แต่คนที่ผลิตอาหารตัวจริงกลับอยู่กันอย่างอดอยากแร้นแค้น ส่วนหนึ่งไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตัวเอง และส่วนใหญ่ก็เป็นหนี้เป็นสิน ขาดความมั่นคงในอนาคต
เมื่อเหตุการณ์น้ำท่วมปีที่แล้ว เคยมีคนพูดกันว่าทำอย่างไรเราจะสามารถกักเก็บน้ำที่ท่วมท้นเอาไว้ที่ไหนสักแห่ง หรือขุดคูคลองเพื่อดึงน้ำเหล่านั้นไว้ในภาคอีสาน แล้วผันน้ำมาใช้ในยามที่ขาดแคลน แต่คำพูดเหล่านั้นก็เลือนหายไปยามที่น้ำลด และก็หันไปพูดเรื่องอื่นๆ กันต่อไป
และเมื่อน้ำท่วมปีที่แล้วก็เคยมีคนพูดเช่นกันว่า เราคงจะต้องหามาตรการป้องกันน้ำท่วมอย่างเป็นเรื่องเป็นราว เพราะการระดมความช่วยเหลือเช่นที่ผ่านมาคงทำกันเป็นประจำไม่ได้ และหากเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมทุกๆ ปี คนทั่วไปก็คงจะรู้สึกชาชิน และลดความกระตือรือร้นที่จะช่วยเหลือลงไปๆ เรื่อย
เมื่อปีที่แล้ว รัฐบาลได้รับการโจมตีในเรื่องการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัยน้ำท่วมว่าเป็นไปด้วยความล่าช้า ขาดการวางแผนงานที่ดี และภาพลักษณ์ของคนในรัฐบาลเวลาที่ออกไปตรวจเยี่ยมประชาชนในพื้นที่ประสบภัยไม่ค่อยจะงดงามนัก ดังนั้น ในปีนี้ รัฐบาลจึงน่าจะใช้ประสบการณ์จากปีที่แล้ว ในการเตรียมการแก้ไขปัญหาภัยแล้งแต่เนิ่นๆ
เพราะนอกจากจะเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรจำนวนมากแล้ว ต้องอย่าลืมว่าเวลาที่เกิดน้ำท่วม ผู้คนถึงจะลำบากเพียงไรก็ออกจากพื้นที่ไม่ได้ แต่เวลาที่เกิดภัยแล้ง คนที่ได้รับความเดือดร้อนจะมุ่งหน้าเข้ามาในเมือง
ซึ่งเมื่อถึงตอนนั้นแล้ว อะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้นแหละครับ



