
เปิดนิทรรศการสินค้าไลฟ์สไตส์-แฟชั่นเหนือ
กรมส่งเสริมการส่งออก เปิดนิทรรศการ Trend สินค้าไลฟ์สไตส์และแฟชั่นติวเข้มผู้ส่งออกเหนือ คาดตลาดส่งออกปี 54 โต 10% แต่ชี้เศรษฐกิจโลกปีนี้มีแนวโน้มขยายตัวช้ากว่าปีก่อน เผยปัจจัยกระทบการขยายตัวเศรษฐกิจ- ทั้งค่าเงินบาท-การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ส่วนวิกฤตในตะว
เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 8 มีนาคม 2554 ที่ห้องแสดงสินค้า สำนักงานส่งเสริมการส่งออกภาคเหนือ-เชียงใหม่ นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก เป็นประธานเปิดนิทรรศการ Trend สินค้าไลฟ์สไตส์และแฟชั่น และการให้คำปรึกษาด้านการออกแบบโดยผู้เชี่ยวชาญจากกรมส่งเสริมการส่งออก ระหว่างวันที่ 1 - 18 มีนาคมนี้
นางนันทวัลย์ เปิดเผยว่า สินค้าประเภทไลฟ์สไตส์ของภาคเหนือได้รับการยอมรับในตลาดโลกเพราะมีศัยกภาพสูง มีการออกแบบที่ตรงกับความต้องการของตลาด โดยเฉพาะในปีที่ผ่านมาการออกแบบสินค้าของไทยได้ตรงกับเทรนของตลาดในตะวันออกมาก เมื่อเทียบกับ 5 - 10 ปีที่ผ่านมาสินค้าของไทยยังมีปัญหาด้านการออกแบบแต่หลังเกิดวิกฤกตการณทางเศรษฐกิจเริ่มมีนักออกแบบไทยพัฒนาตนเองออกแบบและผลิตสินค้าจนได้รับการยอมรับและเป็นที่รู้จักในตลาดและได้รับความเชื่อถือมากขึ้น
ส่วนภาคเหนือถือเป็นศูนย์กลางการผลิตสินค้าหัตถกรรม ผู้ประกอบการที่ผลิตสินค้าแนวไลฟ์สไตส์ที่มีชื่อเสียงหลายรายก็อยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ นอกจากนี้เชียงใหม่ยังเป็นศูนย์กลางด้านการศึกษา เช่น มหาวิทยาลัยเชียงใหม่มีศูนย์ฝึกหัดบ่มเพาะธุรกิจในเชิงสร้างสรรค์ช่วยส่งเสริมและสนับสนุนเชียงใหม่ให้กลายเป็นศูนย์กลางการออกแบบและนวัตกรรมเชิงสร้างสรรค์ที่ดี เชื่อว่าจะช่วยพัฒนาให้ผู้ผลิตสินค้าต่อยอดผลิตสินค้าสู่ตลาดส่งออกได้ โดยกรมฯพร้อมให้การช่วยเหลือและให้คำแนะนำ รวมทั้งเชิญชวนมาร่วมงานแสดงสินค้าที่จัดขึ้นภายในประเทศก่อนเพื่อทดลองตลาดว่าสามารถไปได้หรือไม่
นางนันทวัลย์ กล่าวอีกว่า ในปี 2553 การส่งออกของไทยมีมูลค่า 1.95 แสนล้านบาท หรือคิดเป็นเงิน 6.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2552 ร้อยละ 28.1 เนื่องจากความต้องการสินค้าในตลาดโลกมีสูงขึ้นหลังการฟื้นตัวจากวิกฤกตเศรษฐกิจ และการขยยาตัวของตลาดส่งออกสำคัญ เช่น อเมริกา ญี่ปุ่น สหภาพยุโรป และประเทศแถบเอเซีย ฯลฯ โดยสินค้าของขวัญของตกแต่งบ้าน เฟอร์นิเจอร์ สิ่งทอ เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม เครื่องประดับ การส่งออกขยายตัวเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 10 และคาดว่าในปี 2554 จะขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 10 เช่นกัน
แต่ทั้งนี้เนื่องจากมีปัจจัยหลายด้านที่อาจส่งผลกระทบ จากการวิเคราะห์ของหลายสถาบันมองว่าเศรษฐกิจโลกปีนี้อาจเติบโตช้ากว่าปีก่อน แต่ตลาดส่งออกหลักทั้งอเมริกา ยุโรป และญี่ปุ่น ยังเป็นตลาดหลักที่ไม่สามารถละทิ้งได้ ส่วนตลาดจีนและอินเดีย ที่เป็นตลาดใหม่อาจขายสินค้าได้ถูกกว่าแต่เศรษฐกิจมีแนวโน้มเติบโตและขยายตัวต่อเนื่องเฉลี่ยร้อยละ 9 - 10 จึงมีสัดส่วนของคนรวยเพิ่มขึ้นมาก หากผู้ส่งออกเน้นผลิตสินค้ามีคุณภาพ เชื่อว่าจะเจาะตลาดกลุ่มคนมีฐานะใน 2 ตลาดนี้ได้
สำหรับปัจจัยเสี่ยงที่อาจมีผลกระทบกับตลาดส่งออกในปีนี้ มีทั้งปัญหาการแข็งค่าของเงินบาท และภาวะดอกเบี้ยในช่วงขาขึ้น การประกาศขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ รวมทั้งราคาน้ำมันในตลาดโลก โดยเฉพาะปัญหาความวุ่นวายทางการเมืองของกลุ่มประเทศในตะวันออกกลางที่ดันให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นหลายสถาบันในนานาชาติคาดว่าอาจสูงถึง 100 เหรียญดอลลาร์สหรัฐต่อบาเรล
“ปัจจัยที่เกิดขึ้นอาจส่งผลกระทบกับต้นทุนการผลิต และอาจมีผลต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจเนื่องจากอำนาจการซื้อของคู่ค้าลดลง อย่างไรก็ตามประเทศในกลุ่มตะวันออกกลางยังไม่ใช่ตลาดหลักในการส่งออกสินค้าของประเทศไทย โดยประเทศที่ไทยส่งออกไปมากที่สุดอยู่ในลำดับที่ 10 คือ สหรัฐอาหรับเอมิเรต มีสัดส่วนการส่งออกร้อยละ 2 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด จึงไม่มีผลกระทบมากนักในแง่การส่งออกแต่อาจมีผลกระทบต่อต้นทุนเพราะราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น”นางนันทวัลย์กล่าว



