
ผบ.ตร.หวั่นเลือกตั้งแรงเรียกถกหาข่าว
"วิเชียร หวั่นเลือกตั้งฆ่ากันรุนแรง เรียกประชุมศูนย์บริหารเหตุร้ายแรงสั่งทุกหน่วยหาข่าวนักการเมืองคู่กัด ให้งานสวมบทนักเจรจาไกล่เกลี่ยหย่าศึก ป้องกันเหตุรุนแรง คาดโทษปล่อยเกิดเหตุเจอเด้ง
ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) เมื่อเวลา 13.00น. วันที่ 8 มีนาคม พล.ต.อ.ภาณุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(รองผบ.ตร.) ด้านป้องกันปราบปรามอาชญากรรม(ปป.) กล่าวว่า เมื่อเวลา 09.00น. ที่ผ่านมา พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.) ได้เรียกประชุมศูนย์บริหารเหตุการณ์ร้ายแรง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ศบร.ตร.)โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกองบัญชาการตำรวจนครบาล กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง กองบัญชาการตำรวจภูธรทุกภาค สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ และสถาบันนิติเวชวิทยา เข้าร่วมประชุม หลังจากตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2553 ผบ.ตร. ตั้งศบร.ตร.ขึ้น ให้ตนเป็นผู้อำนวยการศูนย์ เข้าระงับยับยั้งเหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้นในกทม.อันเนื่องมาจากความขัดแย้งทางการเมืองในห้วงนั้น ซึ่งเฉพาะในพื้นที่ กทม.เกิดคดีระเบิดคดีความรุนแรงกว่า 100 คดี ต่างจังหวัดอีก กว่า 20 คดี ซึ่ง ศบร. ตร.ตอนนั้นสามารถคลี่คลายได้หลายคดี แต่ในปี2554 ความรุนแรงเปลี่ยนรูปแบบ โดยเห็นได้จากมีนักการเมืองท้องถิ่นถูกฆ่า พยายามฆ่า โดยใช้อาวุธสงครามหลายคดี ที่ชัดเจนเป็นสัญญาณเริ่มต้นความรุนแรงคือเหตุลอบสังหารนักการเมืองท้องถิ่นใน จ.นนทบุรี ปราจีนบุรี และราชบุรี ที่เกิดขึ้นพร้อมกันในวันที่ 2 มีนาคม แม้จะไม่เกี่ยวข้องกันแต่ล้วนมีมูลเหตุจากความขัดแย้ง ผลประโยชน์ทางการเมืองเหมือนกัน
“ผบ.ตร.มองว่าแนวโน้มอนาคตเหตุลักษณะการฆ่านักการเมือง รวมทั้งกลุ่มผู้สนับสนุนจะรุนแรงมากขึ้น เพราะปีนี้จะมีการเลือกตั้ง ทาง ผบ.ตร.ให้ศบร.ตร.เป็นตัวขับเคลื่อนระงับยับยั้งเหตุการณ์ทั้งหมดไม่ให้เกิดขึ้น โดยที่ประชุมวันนี้ออกมาตรการมาให้ทุกหน่วยถือปฏิบัติ ซึ่งตั้งแต่มีการกระจายการบริหารปกครองไปยังท้องถิ่น ก็มีแนวคิดต้องการอำนาจ เพื่อสร้างเงินและไปสร้างอำนาจ โดยผู้ที่ต้องการเงินและอำนาจก็มีความพยายามใช้อาวุธร้ายแรงประหัตถ์ประหารกันสร้างความไม่เรียบร้อยในบ้านเมือง ซึ่งวันนี้ ผบ.ตร.สั่งการให้ทุกบช.ภ. ไปตั้งศบร.ของแต่ละหน่วยให้สอดรับกับศบร.ตร. โดยให้จัดแบ่งความรับผิดชอบในการสืบสวนหาข่าว หาข้อมูลความเคลื่อนไหว ตลอดจนความขัดแย้งของกลุ่มการเมืองแต่ละระดับ"
พล.ต.อ.ภาณุพงศ์ กล่าวอีกว่า ระดับสถานีตำรวจรับผิดชอบ อบต. ระดับ บก.ภ.จว. รับผิดชอบ อบจ. ขณะที่ บช.ภ. ก็รับผิดชอบกลุ่มการเมืองที่ใหญ่ขึ้น โดยต้องหาสาเหตุความขัดแย้งใน อบต. อบจ. ให้ได้ เมื่อทราบสาเหตุความขัดแย้งแล้วก็ต้องหาตัวบุคคลที่เกี่ยวข้อง แล้วให้รวบรวมข้อมูลไว้ จากนั้นให้ปฏิบัติการเชิงรุกกับบุคคลที่มีความขัดแย้ง ทั้งขัดประโยชน์ปมธุรกิจ ปมการเมือง ซึ่งตรงนี้เชื่อว่าตำรวจพื้นที่ทราบสาเหตุความขัดแย้งอยู่แล้ว ให้ตำรวจเข้าปฏิบัติการ เรียกคู่กรณีนั้นๆมาชี้แจงทำความเข้าใจ ให้ตำรวจช่วยเจรจาไกล่เกลี่ย เพื่อระงับยับยั้งไม่ให้เกิดก่อความรุนแรง ผบ.ตร.เน้นย้ำให้ ตำรวจต้องเข้าไปจัดการความขัดแย้ง ทั้งในอดีต ปัจจุบัน อนาคต ป้องกันไม่ให้เกิดเหตุรุนแรงตามมา ต้องทำให้ได้เป็นรูปธรรม ต้องศึกษา ต่อว่าด้วยแล้วหลังเกิดเหตุแล้วตำรวจท้องที่ติดตามความขัดแย้งหรือไม่
พล.ต.อ.ภาณุพงศ์ กล่าวด้วยว่า ต่อไปนี้ตำรวจต้องปรับการทำงานจาก สืบสวนก่อนเกิดเหตุทราบว่าใครขัดแย้งกับใครแต่เราก็เก็บไว้ แต่กลับไปกดดันที่กลุ่มมือปืน กลุ่มผู้สนับสนุนกลุ่มการเมืองที่ตำรวจมองว่าสร้างความรุนแรง กดดันทั้งความเคลื่อนไหว ทั้งการเงิน แต่จากนี้ เปลี่ยนเป็นกดดันที่ต้นตอต้นเหตุไปรุกที่คนที่ขัดแย้งกัน โดยมอบหมายให้ผบช.ทุกหน่วย รองผบช.หน่วยที่รับผิดชอบเข้าไปดำเนินการโดยเร็ว ตั้งแต่วันนี้ ซึ่งจะมีคำสั่งอย่างเป็นทางการออกมา ตนเชื่อว่า ตำรวจท้องที่รู้ชัดเจนว่าใครขัดแย้งกับใคร มีข้อมูลแต่ไม่ได้จัดการเชิงรุก ซึ่งความขัดแย้งระดับท้องถิ่นเชื่อมโยงถึงระดับชาติ ถ้าหยุดท้องถิ่นก็หยุดระดับชาติ ต่อไปเราต้องหยุดก่อนเขาจะฆ่ากัน ก่อนจะสูญเสีย หยุดและรุกที่หัวที่ต้นเหตุ โดยตร.สั่งการให้รีบดำเนินการเพราะสัญญานการเลือกตั้งเริ่มขึ้น ความขัดแย้งก็เริ่มขึ้นและจะบานปลายไปจนขัดผลประโยชน์หลังการเลือกตั้ง
“ต่อไปนี้เหตุจะเกิดไม่ได้ สั่งการไปแล้วถ้าหน่วยไหนไม่สามารถระงับยับยั้งได้ ปล่อยให้เกิดเหตุได้อีกถือว่าบกพร่อง ต้องไปดูว่าที่ได้ทำตามที่สั่งไปหรือไม่ ถ้าทำดีแล้ว ถือว่าไม่บกพร่อง แต่หากมีคดีเกิดขึ้นชาวบ้านเขารู้กันทั่วว่าใครขัดแย้งกับใคร แต่ตำรวจยังปล่อยให้เกิดเหตุอีก ดันไม่รู้ ไม่มีข้อมูลไม่มีการเข้าไปจัดการความขัดแย้ง ถือว่าคนนั้นบกพร่อง ผบ.ตร.ก็ต้องพิจารณาปรับย้ายตามความเหมาะสม อีกด้านตำรวจก็รู้ปัญหาว่าตำรวจกับนักการเมืองท้องถิ่นต้องมีความสนิทสนมกัน ทั้งเรื่องงานและความสัมพันธ์ส่วนตัวเพราะงาน งบฯต้องพึ่งพาอาศัยกัน ผบ.ตร.ทราบปัญหานี้ดี โดยวางไว้ว่าเพื่อให้การทำงานได้ผล ให้ท้องที่เก็บข้อมูลแล้วระดับจังหวัดเข้าไปจัดการไกล่เกลี่ยความขัดแย้งเอง ระดับจังหวัดก็ให้ภูธรจังหวัดเก็บข้อมูล ระดับภาคเข้าไปไกล่เกลี่ย แต่หากระดับใหญ่กว่านั้น ตร.ก็จะเข้าไปช่วยไกล่เกลี่ย โดยผมจะลงไปเอง ซึ่งปฏิเสธไม่ได้หรอกว่าตำรวจบางรายก็มีความสัมพันธ์กับนักการการเมืองแต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมด บางคนก็ไม่ได้สัมพันธ์กับกลุ่มการเมืองใด เชื่อว่าการแก้ปัญหานี้จะทำได้” พล.ต.อ.ภาณุพงศ์ กล่าว
พล.ต.อ.ภาณุพงศ์ กล่าวว่า ที่ประชุมมองว่าความขัดแย้งที่รุนแรงมีมากระดับ อบต. ซึ่งจะขัดแย้งแรงในบริเวณจังหวัดปริมณฑล รอบกทม.อย่างเช่น จ.นนทบุรี พื้นที่บช.ภ.1 จ.ปราจีนบุรี ภาค 2 จ.ราชบุรี ภาค 7 เชื่อว่าจังหวัดอื่นก็จะเริ่มขยายความขัดแย้ง ตำรวจต้องรีบหยุด ไม่อย่างนั้นต้องมาคอยสืบหลังเกิดเหตุ ซึ่ง 3 คดีที่เกิดขึ้น เราก็รู้สาเหตุแต่การจะจับกุมใครต้องมีพยานหลักฐาน ขณะนี้ก็พยายามทุกวิถีทางที่จะหาพยานจับกุมตามกฎหมายให้ได้โดยเร็ว ทุกคดีเราเร่งรัดหมด ถ้ามีหลักฐานใครเกี่ยวข้องต้องทำข้อมูลไว้หมด ที่ผ่านมาเราทราบเกือบหมดใครขัดแย้งกับใครแต่ไร้หลักฐาน ส่วนความคืบหน้าคดีระเบิดสมานเมตามแมนชั่นที่ จ.นนทบุรี นั้นก็มีความคืบหน้าแต่ขอเวลาในการทำงาน อีกไม่นานจะจับกุมคนร้ายได้แน่ ขอเวลาก่อน เรามีข้อมูลอยู่แล้ว จะทำให้เร็วที่สุด
“นอกจากนี้ผบ.ตร.สั่งการเรื่องข้าราชการวางตัวเป็นกลาง หากพบใครไม่เป็นกลางถ้าเป็นตัว ไปถือหางนักการเมือง วางตัวไม่เหมาะสมให้ปรับย้ายทันที แต่หากเป็นข้าราชการสังกัดอื่นให้รายงานผู้บังคับบัญชาปรับย้ายต่อไป” รองผบ.ตร.กล่าว



