
3กลุ่มรับซื้ออาวุธของกองทัพที่สูญหาย
กองทัพบกยังคงเดินหน้าค้นหาความจริงกรณี คลังอาวุธ ของค่ายธนะรัชต์ ศูนย์การทหารราบ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ที่ถูกกำลังพล ฉก อาวุธสงครามหลายรายการนำไปขายทอดตลาดให้ พ่อค้าคนกลาง ในตลาดมืดบริเวณตามแนวชายแดน ก่อนที่จะส่งต่อนำไปขายให้กองกำลังกะเหรี่ยงติดอาวุธบร
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ได้แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาจำนวน 2 ชุด โดย ชุดแรก ให้มีการตรวจสอบในระดับพื้นที่ โดยให้ พล.ต.สมวุฒิ แตงสาขา ผู้บัญชาการศูนย์การทหารราบ เป็นประธานสอบสวนข้อเท็จจริง ถึงที่มาที่ไปของอาวุธที่หายไปจากคลัง โดยจะมีการตรวจสอบรายละเอียดตั้งแต่เดือน ตุลาคม-ธันวาคม 2553 ที่อาวุธทยอยออกจากคลัง โดยมีการแจ้งบัญชีว่านำอาวุธสงครามไปซ่อม
ชุดที่สอง จะให้มีการตรวจสอบในระดับบน มอบหมายให้ พล.อ.พิเชษฐ์ วิสัยจร ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก (1) เป็นประธานสอบสวนในเรื่องนี้โดยเฉพาะ ก่อนที่จะนำผลสรุปเสนอต่อ พล.อ.ประยุทธ์ เพื่อพิจารณาลงโทษอีกครั้ง
โดยเบื้องต้น พล.อ.ประยุทธ์ ได้สั่งการให้ พ.ท.ศุภชัย โยคนิตย์ ผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 2 ซึ่งอดีตเป็นผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 1 และเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรง พ้นหน้าที่ชั่วคราว เพื่อให้ง่ายต่อการตรวจสอบเรื่องนี้
สำหรับรายละเอียดในการ “คลี่คลายปม” อาวุธสงครามหายไปจากคลังของกองพันทหารราบที่ 1 ศูนย์การทหารราบ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ในครั้งนี้จะเริ่มต้นการตรวจสอบตั้งแต่เดือนตุลาคม-ธันวาคม 2553 เรื่อยมาจนถึงการปรับเปลี่ยนตำแหน่งผู้บังคับกองพันในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยได้มีการปรับเปลี่ยนตำแหน่งของ พ.ท.ศุภชัย ไปเป็นผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 2 และให้ พ.ท.มโนรถ สุทธิสำแดง มาเป็นผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 1
เมื่อ พ.ท.มโนรถ เข้ามารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ จึงมีการตรวจสอบคลังอาวุธทันที เนื่องจากบัญชียอดของอาวุธที่นำไปซ่อม ไม่ตรงกับข้อมูลของคลังอาวุธที่มีอยู่ โดยจากการตรวจสอบพบว่าอาวุธภายในคลังของกองพันทหารราบที่ 1 ล่องหนไปกว่า 151 ชิ้น ประกอบด้วย ปืนเอ็ม 16 จำนวน 117 กระบอก, ปืน 11 มม. 10 กระบอก, ปืนกล เอ็ม 60 จำนวน 4 กระบอก, ปืน ค. 60 จำนวน 1 กระบอก, อาร์พีจี 10 กระบอก, เอ็ม 79 จำนวน 5 กระบอก, ปืนกลเบา Minimi 4 กระบอก พร้อมเครื่องกระสุนอีกจำนวนมากที่ทยอยหายไปในครั้งนั้น
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวว่า เหตุที่เกิดขึ้นถือเป็นความผิดพลาดจากตัวบุคคล จึงสั่งการให้ผู้บังคับกองพันที่รับผิดชอบคลังอาวุธ พ้นหน้าที่ไปก่อนเพื่อจะได้ไม่ต้องเข้ามาเกี่ยวข้องกับกระบวนการสอบสวน
“มาตรการต่างๆ ในการดูแลคลังอาวุธ มีความรัดกุมอยู่แล้ว แต่ขึ้นอยู่กับว่าจะปฏิบัติหรือไม่ ผมในฐานะที่เป็น ผบ.ทบ. คงไม่สามารถตรวจคลังอาวุธได้ทุกคลัง เนื่องจากมี 1,000 กว่าคลัง ได้พูดไปหลายครั้งแล้วว่า หากเกิดมีกรณีเช่นนี้ขึ้น ผู้บังคับกองพัน ผู้บังคับกองร้อย และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจะต้องถูกลงโทษสถานหนัก เป็นมาตรการเข้มที่ใช้ควบคุมไม่ให้ประมาทเลินเล่อ อุปกรณ์ทุกชิ้นในกองพันเป็นหน้าที่ของผู้บังคับหน่วยต้องรับผิดชอบ สมัยที่เป็นผู้บังคับกองพันก็จะเป็นคนเก็บกุญแจคลังอาวุธไว้กับตัวเองด้วย"
ด้านนายทหารจากศูนย์การทหารราบ ระบุว่า อาวุธสงครามที่หายไปได้มีการทยอยออกไปวันละ 1-2 รายการ โดยเฉพาะอาวุธปืนเอ็ม 16 ที่ถูกนำออกไปเป็นลอตแรก โดยบุคคลที่นำออกไปยศ จ่าสิบเอก ซึ่งเป็นผู้ดูแลคลังอาวุธของกองพันทหารราบที่ 1 โดยมีการแจ้งบัญชีว่า นำไปซ่อม เนื่องจากเกิดการชำรุดของอุปกรณ์บางอย่าง จึงทำให้ จ่าสิบเอก คนดังกล่าวทำบัญชีเท็จขึ้นมาตบตาผู้บังคับกองพัน
“คนที่ลักลอบเอาอาวุธสงครามของกองทัพไปจะต้องรู้เส้นทางของอาวุธเป็นอย่างดี แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มแรก กองกำลังติดอาวุธที่อยู่บริเวณตามแนวชายแดน ทั้งกองกำลังกะเหรี่ยง กองกำลังมอญ ที่ต้องการปืนเอ็ม 16 ปืน ค.60 อาร์พีจี 10 กระบอก และ เอ็ม 79 แต่อาวุธที่หายไปทางกองทัพก็พยายามเกาะติดอยู่อย่างเต็มที่ โดยได้มีการประสานงานกับทางตำรวจอย่างใกล้ชิด"
กลุ่มที่สอง กลุ่มก่อความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะขณะนี้กลุ่มก่อความไม่สงบได้รับเงินอุดหนุนเป็นจำนวนมากจากประเทศในตะวันออกกลาง และฝ่ายตรงข้ามยังมีความพยายามอย่างต่อเนื่องเพื่อที่จะยกระดับเหตุความรุนแรงในพื้นที่ โดยสังเกตได้จากช่วงตั้งแต่ปลายปี 2553 เป็นต้นมา กลุ่มคนร้ายได้ยกระดับด้วยการซุ่มโจมตีฐานทหาร และลอบวางระเบิดในเมืองมากขึ้น
สำหรับช่องทางในการลำเลียงอาวุธน่าจะถูกขนส่งไปทางทะเลเพื่อหลีกเลี่ยงด่านตรวจจำนวนมากบนถนน โดยน่าจะถูกลำเลียงออกไปตามแนวชายฝั่งของ จ.ประจวบคีรีขันธ์ โดยเฉพาะเรือประมงขนาดเล็ก เช่น เรือไดหมึก เพื่อไม่ให้เป็นที่น่าสังเกต ส่วนอาวุธที่ถูกลำเลียงออกไปน่าจะถูกขนถ่ายขึ้นฝั่งในพื้นที่ จ.ปัตตานี และ จ.นราธิวาส เพื่อส่งต่อให้กลุ่มติดอาวุธในพื้นที่ต่อไป
"จากบัญชีอาวุธที่หายไป อาวุธร้ายแรงทั้งนั้น โดยเฉพาะปืนกล Minimi ซึ่งเป็นอาวุธประจำหน่วยทหารราบ ซึ่งมีอำนาจการกราดยิงที่รุนแรงมาก สามารถยิงได้ 1,600 นัดต่อนาที ถ้านำไปกราดยิงในโรงพัก หรือฐานทหารสามารถทำให้เสาขาดได้สบายๆ ส่วนปืนค.60 เป็นอาวุธยิงวิถีโค้ง มีระยะการยิงประมาณ 1-1.5 กิโลเมตร มีอำนาจการยิงสูงกว่าเอ็ม 79 ประมาณ 10 เท่า และสามารถล็อกพิกัดด้วยจีพีเอสได้อย่างแม่นยำ" ผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธ กล่าว
สำหรับอาวุธประเภทอื่น คือ ปืนเอ็ม 16 และปืนพกสั้นขนาด 11 มม. เขาเชื่อว่า น่าจะถูกนำไปใช้เป็นอาวุธประจำกายของกลุ่ม "อาร์เคเค" ในพื้นที่ โดยตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ปล้นปืนกองพันพัฒนาที่ 4 จ.นราธิวาส ก็มีการปล้นชิงปืนเอ็ม 16 หลายครั้งหรือเมื่อสามารถสังหารเจ้าหน้าที่ได้ก็มักจะนำเอาปืนเอ็ม 16 ติดตัวไปเสมอ ส่วนปืนพกสั้น 11 มม.ก็ได้ชื่อว่าเป็นปืนประจำกายของ "นายทหารอาร์เคเค"
กลุ่มที่สาม น่าเป็นห่วงว่าจะนำอาวุธไปก่อเหตุ คือ แนวร่วมฮาร์ดคอร์ของกลุ่มที่ชุมนุมทางการเมือง ซึ่งเจ้าหน้าที่จะต้องเพิ่มความเข้มงวดกวดขันในการตรวจอาวุธในการชุมนุมมากขึ้น ขณะที่การรักษาความปลอดภัยของบุคคลสำคัญ โดยเฉพาะ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ทางหน่วยอารักขาต้องระมัดระวังยิ่งขึ้นเพราะอาวุธวิถีโค้งสามารถยิงได้จากทุกทิศทุกทาง ทำให้การรักษาความปลอดภัยป้องกันได้ยากขึ้น



