
ส่วยกับอุบัติเหตุ
อุบัติเหตุบนท้องถนน มีผู้คนสังเวยชีวิตปีละมหาศาล มากกว่าตัวเลขการตายชนิดใดๆ
โดยเฉพาะยอดคนตายยิ่งพุ่งสูงขึ้นในช่วงเทศกาลปีใหม่, วันสงกรานต์, วันหยุดนักขัตฤกษ์ต่อกันหลายวัน หน่วยงานของรัฐหรือแม้แต่รัฐบาล พยายามลดจำนวนศพแต่ละปี ทำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง
ส่วนใหญ่เกิดกับรถจักรยานยนต์และคนขับไม่สวมหมวกกันน็อก ตัวเลขสูงสุดอยู่ในพื้นที่ภูธร ทั้งถนนหลักและถนนรอง
เขตกรุงเทพฯ หรือนครบาล ก็มีไม่น้อย พล.ต.ต.ภาณุ เกิดลาภผล รอง ผบช.น.ในฐานะรับผิดชอบงานจราจร จึงมีคำสั่งให้นายตำรวจระดับรอง ผบก. แต่ละเขตและรอง ผกก. รับผิดชอบงานจราจร จัดตั้งคณะทำงานแต่ละกองบังคับการฯ เพื่อศึกษา วิเคราะห์สาเหตุที่แท้จริงของการเกิดอุบัติเหตุในทุกรูปแบบ
ทำเป็นเชิงวิชาการเลย
เมื่อได้สาเหตุก็นำมาปรับเป็นแผนแก้ไขให้เป็นรูปธรรม นำร่องในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่จะถึงนี้ และหากได้ผลก็จะใช้ในเทศกาลหรือวันหยุดยาวครั้งต่อๆ ไป
ความจริงแล้วแผนการลดอุบัติเหตุ ยังไม่เคยเห็นการศึกษาวิเคราะห์อย่างจริงจัง ก่อนนำมากำหนดมาตรการแก้ไขอย่างเป็นระบบ
ดูจากสถิติการเกิดอุบัติเหตุในพื้นที่นครบาลรอบปี 2553 ที่ผ่านมา ซึ่งส่วนใหญ่เกิดย่านชานเมือง ผู้เสียชีวิตมากที่สุดคือ สน.มีนบุรี จำนวน 27 ราย, สน.ตลิ่งชัน 19 ราย, สน.หนองแขม, สน.วิภาวดี, สน.หลักสอง และ สน.ท่าข้าม เสียชีวิตท้องที่ละ 17 ราย สน.เตาปูน 14 ราย ขณะที่ สน.คันนายาว, สน.โคกคราม และ สน.ประเวศ มีผู้เสียชีวิตแห่งละ 11 ราย
การจราจรในแต่ละพื้นที่กรุงเทพฯ มีความสัมพันธ์กันในเชิงกายภาพ การกระทำผิดมีส่วนเชื่อมโยงกัน เช่นการขับรถย้อนศร จากพื้นที่หนึ่งไปอีกพื้นที่หนึ่ง
บางจุดเข้มงวด บางจุดปล่อยปละละเลย ทำผิดบนถนนสายหนึ่ง พอขับผ่านไปอีกถนนตำรวจอาจไม่สนใจ ไม่กวดขัน ทำให้ความผิดมีช่องโหว่เล็ดลอดได้ตลอดเวลา
นี่ยังไม่นับรวมถึงผลประโยชน์แฝงที่มีผลต่ออุบัติเหตุด้วย รถจักรยานยนต์รับจ้าง ที่วิ่งสวนเลนกันเกลื่อนกรุงเทพฯ หรือรถโดยสาร รถตู้ที่จอดขวางหรือซิ่งแซงกันไปมา ก็เป็นสาเหตุส่วนหนึ่งเช่นกัน
คำสั่งของ พล.ต.ต.ภาณุ ให้ระดับรอง ผบก.-รอง ผกก. ไปหาต้นเหตุต้องนำปัจจัยเรื่องการทำผิดกฎจราจรที่เกิดจากผลประโยชน์ มาวิเคราะห์ด้วย
ไม่เช่นนั้น "ส่วย" อาจทำให้คนตายทางอ้อม ไม่ใช่อุบัติเหตุปกติเพียงอย่างเดียว!!



