ข่าว

จุฬาราชมนตรีรับไฟใต้แรงขึ้นดับไม่ง่าย

จุฬาราชมนตรีรับไฟใต้แรงขึ้นดับไม่ง่าย

07 มี.ค. 2554

"จุฬาราชมนตรี"รับไฟใต้แรงขึ้น ชี้ไม่ง่ายที่จะดับไฟเหตุปัญหาได้ อ้างเหตุเพราะสะสมมานาน ย้ำแก้ปัญหาด้วยสันติอาจจะใช้เวลานาน แต่เป็นสิ่งที่ถูกต้อง แนะยกระดับการศึกษาคนในพื้นที่ รับผู้นำศาสนากังวลหลังโต๊ะอิหม่ามถูกฆ่า พระสงฆ์ถูกลอบยิง ยกหลักศาสนาอิสลามห้ามละ

(7มี.ค.) ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อเวลา 08.00 น. นายอาศิส พิทักษ์คุมพล จุฬาราชมนตรี พร้อมคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เข้าพบนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จากนั้นนายอาศิส กล่าวถึงสถานการณ์ความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า ต้องเป็นเรื่องที่เราทุกคนต้องยอมรับว่า มีความกังวล บรรดาผู้นำศาสนาก็มีการพูดคุยกัน และต้องแสดงเสียใจกับความสูญเสียที่เกิดขึ้นกับทุกฝ่าย ก่อนหน้านั้นก็มีโต๊ะอิหม่ามถูกยิง และอยู่มาไม่กี่วันพระสงฆ์ก็ถูกยิง ซึ่งเป็นความพยายามที่จะทำให้เกิดความแตกแยกในหมู่ประชาชน และถือว่าเป็นเรื่องที่กระทบต่อความรู้สึกของทุกคนอย่างยิ่ง ซึ่งในส่วนของศาสนาอิสลามให้ความสำคัญต่อผู้นำศาสนา  ทุกคนจะต้องไม่ละเมิดผู้นำศาสนาท่านศาสดาสั่งห้ามละเมิดต่อนักบวชในศาสนาอิสลาม ต้องละเว้น  เพราะฉะนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่คำสอนในศาสนาแน่นอน ถือเป็นสิ่งที่ไม่พึ่งกระทำ และขอฝากเตือนประชาชนให้รู้เท่าทัน และสร้างความเข้าใจ ส่วนตัวก็เชื่อว่า คนในพื้นที่ก็มีความเข้าใจ แม้ว่าจะมีความพยายามทำให้เกิดความไม่เข้าใจกันก็ตาม

 นายอาศิส กล่าวต่อว่า ปัญหาความไม่สงบที่เกิดขึ้นนั้น เรื่องนี้มันเป็นปัญหาเชิงความคิด และสะสมมาเป็นเวลานาน ต้องใช้เวลาในการสร้างความเข้าใจ ซึ่งรัฐบาลก็พยายามอยู่ แต่การแก้ปัญหาด้วยความรุนแรงนั้นก็จะไม่จบ เหมือนปรากฏการต่างๆ ที่เกิดขึ้นในโลกใบนี้ ทางที่ดีต้องพยายามสร้างความเข้าใจ ที่สำคัญต้องพยายามยกระดับการศึกษาของคนในพื้นที่ให้สูงขึ้น นี้คือการแก้ไขปัญหาอย่างถาวร ซึ่งถือเป็นภารกิจของรัฐบาล และเจ้าหน้าที่ที่จะต้องดูแล ส่วนบรรดาผู้นำศาสนา ก็คงเป็นฝ่ายที่ให้กำลังใจ ให้แนวคิดที่พยายามสร้างความเข้าใจ ในมิติที่เป็นคำสอนทางศาสนา

 ส่วนที่ผู้นำศาสนามักถูกระบุว่า เข้าไปมีส่วนในการก่อความไม่สงบนั้น นายอาศิส กล่าวปฏิเสธว่า ไม่น่าจะเป็นอย่างนั้น ส่วนเยาวชนที่ถูกชักจูงนั้น ก็เพราะเรื่องของการศึกษา ถึงได้บอกว่าต้องยกระดับการศึกษาของคนให้สูงขึ้น เมื่อถามว่า ขณะนี้ประชาชนในพื้นที่เข้าใจนโยบายรัฐบาลหรือไม่ จุฬาราชมนตรี กล่าวว่า คิดว่าคนส่วนใหญ่เข้าใจนโยบายของรัฐบาล และเข้าใจถึงความพยายามในการแก้ไขปัญหา เมื่อถามว่าส่วนตัวมองว่า นโยบายรัฐบาลเดินมาถูกทางหรือยัง นายอาศิส กล่าวว่า จะบอกว่าไม่ถูกทางไม่ได้ เพราะเป็นการทำที่ต่อเนื่องกันมา และรัฐบาลก็แถลงอยู่ตลอดว่า จะใช้การแก้ปัญหาโดยสันติวิธี และแนวทางนี้ทุกคนก็คิดว่าถูกต้องสำหรับการแก้ไขปัญหา  ซึ่งรัฐบาลก็แถลงอยู่ตลอด อยากให้ฝ่ายปฏิบัติดำเนินการไปในแนวทางนี้ และเชื่อว่าสักวันจะสำเร็จ แม้จะใช้เวลามากก็ตาม เมื่อถามว่า การตั้งด่านหรือจุดตรวจทำให้ประชาชนไม่พอใจหรือไม่ นายอาศิส กล่าวว่า ก็มีส่วนที่ทำให้ประชาชนไม่พอใจ และทำให้เกิดความไม่สะดวกในการทำมาหากิน ซึ่งฝ่ายเจ้าหน้าที่ก็คงต้องไปพิจารณาตามความเหมาะสมในแต่ละพื้นที่

 เมื่อถามว่า ส่วนตัวมองว่า ปัญหามันรุนแรงขึ้นหรือเบาลง นายอาศิส  กล่าวว่า ช่วงต้นปีดูเหมือนว่า จะรุนแรงมากขึ้น ซึ่งก็เป็นอย่างนี้มาตลอด รุนแรง แล้วก็เบาลง และก็รุนแรงขึ้น เป็นอย่างนี้มาหลายปีแล้ว เมื่อถามว่า ในฐานะผู้นำศาสนารู้สึกลำบากใจหรือไม่ กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมุ่งเน้นความแตกแยกทางศาสนา จุฬาราชมนตรี กล่าวว่า ทุกคนหนักใจ ทั้งเจ้าหน้าที่และประชาชน เมื่อถามอีกว่า ขณะนี้ยังมีปัญหาเรื่องของการแบ่งแยกดินแดนอยู่อีกหรือไม่ นายอาศิส กล่าวว่า จะมีกี่มากน้อย ถ้าจะมีจริงมันก็คงมี แต่ไม่รู้จะเป็นเปอร์เซ็นต์ได้หรือไม่

เร่ง"นายกฯ"เร่งคลอดกม.ครอบครัวมรดก

 ทั้งนี้นายอาศิสยังได้เปิดเผยภายหลังเข้าพบนายกฯ ว่า ได้ขอให้นายกฯช่วยประสาน และสร้างความเข้าใจในการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับกิจการฮัจญ์ของชาวมุสลิมที่จะเริ่มดำเนินการอีกไม่นานนี้ ซึ่งเชื่อว่า จะสร้างความเข้าใจกันได้ ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ในช่วงบ่ายจะมีการพูดคุยกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งเชื่อว่าจะคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น และขอให้รัฐบาลช่วยผลักดันกฎหมายที่เกี่ยวกับครอบครัวมรดก ซึ่งขณะนี้อยู่ในสภา และอยู่ในขั้นของคณะกรรมการกฤษฎีกา  ซึ่งได้ขอให้รัฐบาลช่วยผลักดันกฎหมายนี้ เพราะจะเป็นประโยชน์กับมุสลิมทั่วประเทศ เนื่องจากเป็นกฎหมายที่สอดคล้องกับวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ของชาวมุสลิมที่จะต้องมีการจัดระบบครอบครัว หรือจะมีการจัดการมรดกกันอย่างไร ซึ่งมีกรอบศาสนากำหนดไว้ ดังนั้นจึงอยากให้กฎหมายที่บังคับใช้อยู่สอดคล้องกับหลักการทางศาสนา ซึ่งนายกฯ ก็เข้าใจมากขึ้น

 นายอาศิส กล่าวต่อว่า ความจริงกฎหมายนี้ไม่ใช่กฎหมายใหม่ แต่มีมา 64 ปีแล้ว แต่คนส่วนใหญ่ไม่ทราบ เมื่อมีการนำเรื่องนี้มาพูดก็ทำให้คิดว่า เป็นกฎหมายใหม่ เราเพียงต้องการปรับปรุงให้ดีขึ้น โดยมีแนวคิดขยายการบังคับใช้ออกไป ให้ครอบคลุมในจังหวัดอื่นๆ นอกจาก 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีมุสลิมจำนวนมาก

ยันคุมฮิญาบเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ

  นายอาศิส กล่าวถึงผู้บริหารโรงเรียนวัดหนอกจอกห้ามไม่ให้นักเรียนมุสลิมะฮฺ คลุมฮิญาบ ว่า วันนี้ผู้ที่เกี่ยวข้องกำลังแก้ไขปัญหากันอยู่ กำลังสร้างความเข้าใจกันอยู่ ซึ่งถือเป็นประเด็นสำคัญที่จะต้องสร้างความเข้าใจ และวันที่ 9 มี.ค.นี้ตนได้รับการเชิญจากประเทศเยอรมันเพื่อไปดูนโยบายเกี่ยวกับการกีดกั้นทางวัฒนธรรม เพราะในเยอรมันมีมุสลิมอยู่จำนวนมาก และรัฐบาลเยอรมันก็พยายามแก้ไขปัญหาในเรื่องของการอยู่ร่วมกัน ไม่ให้เกิดการปะทะ หรือความรุนแรง จะไม่ให้มีการปิดกั้น หรือปิดกันทางวัฒนธรรม

 เมื่อถามว่า มีการตั้งข้อสังเกตว่า มีผู้อยู่เบื้องหลังหรือไม่ เพราะในอดีตไม่เคยมีปัญหาเช่นนี้เกิดขึ้น จุฬาราชมนตรี กล่าวว่า คิดว่า คงต้องเป็นอย่างนั้น และเราก็ต้องอยู่อย่างนั้นต่อไป ทางที่ดีต้องมีการสร้างความเข้าใจ อะไรที่มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับการปฏิบัติทางศาสนา ซึ่งเป็นสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ ทุกคนก็ต้องเข้าใจ มิติของการคุมผมเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ และไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะในโลกนี้มีอยู่ทั่วไปในทุกพื้นที่ แม้แต่ในประเทศยุโรป สิงคโปร์ ซึ่งมีคนจีนอยู่ประมาณ 80-90 เปอร์เซ็นต์ ก็เห็นการคุมฮิญาบของเจ้าหน้าที่ราชการ ก็ทำกันเป็นเรื่องปกติ เพราะไม่ได้อ่อนไหวกับเรื่องเหล่านี้ เพราะฉะนั้นประเทศไทยก็ต้องพัฒนาไปสู่ตรงนั้น ก็หวังว่า จะมีความเข้าใจกันได้ ซึ่งเรื่องนี้มีส.ส.ในพื้นที่ทำความเข้าใจอยู่

 “สมัยที่ผมเรียนที่ปัตตานีเข้าไปในวัดก็แต่งตัวอย่างนี้ เข้าไปนั่งคุยกับพระสงฆ์ เข้าไปดูพิพิธภัณฑ์ในวัด ก็ไม่เห็นมีระเบียบอะไร ที่จะห้ามไม่ให้แต่งอย่างนี้ เพราะฉะนั้นตนคิดว่า ก็ต้องมีการทำความเข้าใจกัน ” นายอาศิส กล่าว