ข่าว

แรงงานกลับถึงไทยอีกลิเบียถล่มกันหนัก

แรงงานกลับถึงไทยอีกลิเบียถล่มกันหนัก

07 มี.ค. 2554

แรงงานไทยที่อพยพภัยความไม่สงบในประเทศลิเบียเที่ยวแรกวันนี้ถึงไทยแล้ว ฝ่ายต่อต้านในเมืองมิสราต้าของลิเบียฉลองชัย ขณะที่กองกำลังที่ภักดีต่อรัฐบาลลิเบีย เปิดศึกถล่มฝ่ายต่อต้านอย่างหนัก มีแนวโน้มเข้าสู่สงครามกลางเมืองมากกว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงแบบอิยิปต์และตู

(7มี.ค.) แรงงานไทยที่อพยพจากเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองจากประเทศลิเบีย เที่ยวแรกของวันนี้ ได้เดินทางมาถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิแล้ว จำนวน 50 คน ซึ่งโดยสารเครื่องบินเที่ยวบินพิเศษมาจากประเทศตูนีเซีย

 ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ จากกรมจัดหางาน ได้มอบเงินค่าพาหนะเบื้องต้นให้คนละ 1,500 บาท พร้อมจัดรถรับส่งไปยังสถานีขนส่งหมอชิต หรือ สถานีขนส่งอื่นๆ ตามความต้องการ สำหรับยอดรวมแรงงานไทยที่อพยพเดินทางกลับมาขณะนี้ มีจำนวนทั้งสิ้น กว่า 4,821 คน แล้ว แต่ยังคงติดค้างรอการประสานงาน เพื่อให้เดินทางกลับสู่ประเทศไทยอีกจำนวนหลายพันคน

ฝ่ายต่อต้านเมืองมิสราต้าของลิเบียฉลองชัย

ส่วนสถานการณ์ทั่วไปในประเทศลิเบียผู้เห็นเหตุการณ์ ที่อยู่ด้านนอกที่ทำการศาลที่ฝ่ายต่อต้านพันเอกโมอัมมาร์ กัดดาฟี่ ผู้นำลิเบีย ใช้เป็นที่ฐานที่มั่นในเมืองมิสราต้า ได้บรรยายสถานการณ์ล่าสุดว่า เต็มไปด้วยบรรยากาศของความปลื้มปิติ ท่ามกลางคราบเลือดและเศษจรวด ภายหลังการปะทะกันอย่างหนักระหว่างฝ่ายต่อต้านกับกองกำลังที่ภักดีต่อพันเอกกัดดาฟี่ ประชาชนพากันจับมือ ร้องเพลง และร้องตะโกนด้วยความดีใจ ทุกคนเข้าสวมกอดกันและกัน

ภาพวีดีโอที่ถูกนำไปเผยแพร่ในยูทู้บ และเชื่อว่าเป็นภาพภายในเมืองมิสราต้า ได้แสดงให้เห็นความเสียหายของอาคารหลายแห่ง และประชาชนหลายคนที่กำลังเฉลิมฉลองอยู่รอบธงที่ถูกชักขึ้นเสา ขณะที่บางคนนำขึ้นไปโบกบนหลังคารถที่เหลือแต่ซาก

แพทย์ของโรงพยาบาลเซ็นทรัล มิสราต้า เปิดเผยว่า มีผู้เสียชีวิต 42 คน เป็นฝ่ายต่อต้าน 17 คน และกองกำลังที่ภักดีต่อพันเอกกัดดาฟี่ 25 คน และในจำนวนผู้เสียชีวิต มีเด็กวัย 3 ขวบ รวมอยู่ด้วย ส่วนผู้บาดเจ็บมีจำนวน อย่างน้อย 85 คน

ผู้เห็นเหตุการณ์ ระบุว่า กองกำลังฝ่ายรัฐบาลต้องถอยร่นกลับไป และหลังจากมีรายงานความสำเร็จของฝ่ายต่อต้านในเมืองมิสซาร่า ที่อยู่ทางตะวันออกของกรุงทริโปลี สถานีโทรทัศน์ที่เป็นกระบอกเสียงของทางการ ได้แสดงภาพกราฟฟีก ย้ำว่า มีคำสั่งที่เข้มงวดห้ามทหารเข้าไปในเมืองที่ถูกยึดครองโดยกลุ่มก่อการร้าย

ตั้งแต่ช่วงเช้าวันอาทิตย์ที่ผ่านมา กองกำลังของพันเอกกัดดาฟี่ ได้พยายามบุกโจมตีเมืองมิสราต้าจาก 3 จุดด้วยกัน โดยมีการใช้รถถัง 6 คัน ปืนใหญ่และกองกำลังทหารราบบุกเข้าไปยังที่ทำการศาลที่เป็นฐานที่มั่นสำคัญของฝ่ายต่อต้าน ก่อนจะใช้รถถังยิงเปิดทาง และแม้ฝ่ายต่อต้านจะไม่มีอาวุธที่เทียบได้กับฝ่ายรัฐบาล แต่พวกเขาก็ออกไปตามถนนและใช้อาวุธทุกชนิดที่มี เช่น ปืนกล หรือหยิบจับอะไรก็ได้ ก็ขว้างปาเข้าใส่ ซึ่งผู้สื่อข่าวที่อยู่ในเหตุการณ์ บอกว่า ดูเหมือนประชาชนจะยอมตายเพื่ออุดมการณ์ ปราศจากความหวาดกลัว และน่าทึ่ง

เหตูการณ์ที่เกิดขึ้นในเมืองมิสราต้า ยังไม่อาจยืนยันได้ แต่วาเลอรี่ อามอส เลขาธิการฝ่ายกิจการมนุษยธรรม ของสหประชาชาติ ระบุว่า เมืองมิสราต้า ต้องการความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมอย่างเร่งด่วน ผุ้คนกำลังจะตายและจำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือในทันที โดยมีรายงานว่า องค์กรเสี้ยววงเดือนแดง หรือ กาชาดมุสลิมของลิเบีย ได้ส่งรถพยาบาลจากกรุงทริโปลี ไปรับผู้บาดเจ็บและศพจำนวนมากออกจากเมืองมิสราต้า

กองกำลังหนุนรัฐบาลลิเบียเปิดศึกถล่มฝ่ายต่อต้าน

เว็บไซต์ข่าวฮัฟฟิงตัน โพสต์ รายงานว่า เฮลิคอปเตอร์ติดปืนกลของรัฐบาลลิเบีย ได้กราดยิงเข้าใส่ฝ่ายต่อต้าน ขณะที่กองกำลังที่ภักดีต่อพันเอกโมอัมมาร์ กัดดาฟี่ อีกชุดหนึ่ง ได้ยิงปืนใหญ่และจรวดเข้าถล่มที่มั่นของฝ่ายต่อต้าน เพื่อป้องกันไม่ให้ฝ่ายต่อต้านเข้าใกล้กรุงทริโปลี และทำให้สถานการณ์ในลิเบีย ใกล้จะเป็นสงครามกลางเมืองเต็มรูปแบบ แทนที่จะเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองแบบอิยิปต์หรือตูนิเซีย

เมืองมิสซาร่า ที่อยู่ทางตะวันออกของกรุงทริโปลี และได้ชื่อว่าเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่จะเข้าถึงกรุงทริโปลีนั้น มีรายงานล่าสุด ระบุว่า มีผู้เสียชีวิตหลายสิบคน และบาดเจ็บนับร้อยคน ประชาชน เปิดเผยว่า กองกำลังที่สนับสนุนพันเอกกัดดาฟี่ ได้นำเครื่องยิงลูกระเบิด และรถถังเข้าไปในเมือง แต่ก็ถูกฝ่ายต่อต้านผลักดันจนถอยร่นในอีก 5 ชั่วโมงต่อมา โดยกองกำลังฝ่ายต่อต้านได้ใช้ยุทธวิธีแบบกองโจร ด้วยการปล่อยให้รถถังเข้าไปในเมือง ก่อนจะเข้าโอบล้อมและโจมตีด้วยปืนต่อสู้อากาศยานและระเบิดที่ยิงจากเครื่องยิงลูกระเบิด

การปะทะกันอย่างดุเดือด ทำให้ลิเบียดำดิ่งลงไปอยู่ความเป็นมิกสัญญีและการนองเลือด ในขณะที่ประชาคมนานาชาติ พยายามจะใช้กำลังทางทหารเป็นแรงผลักดันเสียงเรียกร้องให้พันเอกกัดดาฟี่ก้าวลงจากอำนาจ อังกฤษระบุว่า หนึ่งในแนวคิดที่กำลังหารือกันคือ การเข้าแทรกแซง ส่วนการกำหนดเขตห้ามบินเหนือน่านฟ้าลิเบีย ยังคงเป็นแผนการอันดับต้น ๆ แต่จะไม่มีการใช้กำลังภาคพื้นดินเข้าไปเกี่ยวข้องอย่างเด็ดขาด

มีชาวลิเบีย เสียชีวิตไปแล้วหลายร้อยคน ซึ่งบางทีอาจถึงหลายพันคน นับตั้งแต่เกิดการลุกฮือขึ้นประท้วงต่อต้านรัฐบาล เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ แต่การเข้มงวดเรื่องการเสนอข่าวสารของสื่อ ทำให้ยากจะได้ข้อมูลที่แท้จริง ขณะเดียวกัน มีผู้อพยพออกจากลิเบียแล้วกว่า 2 แสนคน ส่วนใหญ่เป็นแรงงานต่างชาติ ก่อให้เกิดวิกฤติด้านมนุษยธรรมบริเวณชายแดนด้านที่ติดกับตูนิเซีย ที่เพิ่งจะเผชิญกับภาวะผันผวน หลังเกิดการลุกฮือขับไล่ผู้นำเผด็จการไปเมื่อเดือนมกราคม

การปะทะกันเมื่อวันอาทิตย์ ได้เป็นสัญญาณที่บ่งชี้ถึงการเริ่มต้นขั้นตอนใหม่ของสงคราม เมื่อฝ่ายพันเอกกัดดาฟี่ ใช้ศักยภาพทางอากาศถล่มฝ่ายต่อต้านที่สู้ไม่ได้ทั้งในเรื่องอาวุธและการจัดการองค์กร แต่ก็บ่งชี้ว่า เป็นความวิตกของฝ่ายพันเอกกัดดาฟี่ ที่ต้องการตรวจสอบการรุกคืบหน้าของกองกำลังฝ่ายต่อต้าน ที่พยายามจะเข้าถึงเมืองเซิร์ท ซึ่งเป็นบ้านเกิดและที่มั่นสำคัญของพันเอกกัดดาฟี่ ซึ่งถ้าเมืองเซิร์ท ตกไปอยู่ในมือของฝ่ายต่อต้าน ก็จะทำให้พวกเขามีขวัญและกำลังใจ ที่จะทำให้พวกเข้าเข้าสู่เส้นชัยในกรุงทริโปลี

ขณะนี้ กองกำลังของฝ่ายต่อต้าน ที่มีอยู่ประมาณ 500 - 1,000 คน ได้เข้ายึดท่าเรือเบรก้า และราส ลาเนิฟ ซึ่งเป็นแหล่งขุดเจาะน้ำมันที่สำคัญเอาไว้ได้ ขณะที่รัฐบาลใช้เครื่องบินทิ้งระเบิดโจมตีเพื่อหวังยึดเมืองคืน

ส่วนสถานการณ์ในกรุงทรืโปลี ที่มีประชากรราว 2 ล้านคนนั้น ยังคงมีเสียงปืนอย่างต่อเนื่อง และบางครั้ง เป็นเสียงปืนดังอยู่ใกล้ค่ายทหาร ทำให้เกิดการคาดการณ์กันว่า อาจเป็นการต่อสู้กันภายในกองกำลังของพันเอกกัดดาฟี่ แต่ไม่มีใครบอกได้ว่า พันเอกกัดดาฟี่ไปกบดานอยู่ที่ใด ขณะที่ทางการพยายามอธิบายสถานการณ์ที่เกิดขึ้นว่า เสียงปืนที่เกิดขึ้น เป็นการยิงฉลองชัยชนะ ที่ทางการสามารถยึดท่าเรือ ราส ลาเนิฟ และเมืองมิสราต้า จากฝ่ายต่อต้านคืนมาได้

นักวิเคราะห์ ระบุว่า ลิเบียกำลังเข้าสู่สงครามกลางเมืองมากขึ้นทุกที และต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน ทั้งสองฝ่ายดูเหมือนจะไม่แข็งแกร่ง และอ่อนหัด ซึ่งกองกำลังของพันเอกกัดดาฟี่ ได้เปรียบในเรื่องจำนวนอาวุธและกำลังคนเท่านั้น

อังกฤษเสียหน้าหลังหน่วยSASและMI6ถูกจับ

เว็บไซต์หนังสือพิมพ์ เทเลกราฟ ของอังกฤษ รายงานว่า หน่วยรบพิเศษทางอากาศของกองทัพอังกฤษ หรือ SAS ที่ได้รับการยกย่องว่ามีขีดความสามารถเทียบเท่าหน่วยเดลต้า และหน่วยซีล ของสหรัฐ ต้องเผชิญกับการเสียหน้าครั้งใหญ่ หลังจากถูกจับได้เป็นครั้งแรกโดยฝ่ายต่อต้านรัฐบาลในลิเบีย ก่อนจะอาศัยแนวทางทางการทูตช่วยให้ได้รับการปล่อยตัวไป แต่ก็ตกเป็นข่าวครึกโครมเพราะทางการลิเบียดักสัญญาณได้ และเผยแพร่ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ของรัฐ

รายงานระบุว่า ภารกิจนี้ ผิดพลาดตั้งแต่เริ่มต้น เมื่อเฮลิคอปเตอร์ได้นำสมาชิก SAS จำนวน 7 นาย และเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองต่างประเทศ หรือ MI6 ไปลงจอดที่เมืองเบนกาซี โดยไม่ได้แจ้งต่อบรรดาผู้บัญชาการของฝ่ายต่อต้านโดยไม่แจ้งล่วงหน้า ทำให้พวกเขาเข้าใจผิดคิดว่า กำลังจะถุกโจมตี ขณะที่ หน่วย SAS และเจ้าหน้าที่ MI6 พยายามแก้สถานการณ์ด้วยการบอกว่า ไม่มีอาวุธ แต่กำลังยิ่งเลวร้ายลงไปอีก เมื่อฝ่ายต่อต้านพบอาวุธของพวกเขา

เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา นายริชาร์ด นอร์ธเทิร์น เอกอัครราชทูตอังกฤษประจำลิเบีย ต้องเจรจากับแกนนำฝ่ายต่อต้าน เรียกร้องให้ปล่อยตัวคนเหล่านี้ พร้อมรับรองสถานภาพของพวกเขา ที่ถูกนำมาเผยแพร่ออกสื่อของรัฐบาลลิเบียด้วยเช่นกัน

เทเลกราฟ ระบุว่า SAS และเจ้าหน้าที่ MI6 ถูกกองกำลังรักษาความปลอดภัยของฝ่ายต่อต้านจับได้ตั้งแต่เมื่อวันศุกร์ หลังจากเฮลิคอปเตอร์ลงจอดได้ไม่กี่ชั่วโมง การเข้าไปใกล้ที่มั่นของฝ่ายต่อต้านโดยไม่มีการแจ้งเตือน ทำให้ฝ่ายต่อต้านตื่นตระหนก และสถานการณ์ยิ่งเลวร้าย เมื่อพวกเขาพบอาวุธนานาชนิด รวมทั้งระเบิดและกระสุนปืน ทำให้ฝ่ายต่อต้านจับคนเหล่านื้ สวมกุญแจมือและนำตัวไปสอบสวนทันที จนกระทั่งได้รับการติดต่อจากเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำลิเบีย ที่พยายามอธิบายว่า เป็นการเข้าใจผิด คนเหล่านี้ต้องการเข้าไปติดต่อกับฝ่ายต่อต้านเพื่อประเมินสถานการณ์ด้านมนุษยธรรมเท่านั้น

หลังจากได้รับการปล่อยตัว เจ้าหน้าที่ทั้งหมด ได้ถูกนำตัวออกจากลิเบียโดยเรือ HMS คัมเบอร์แลนด์ ที่จอดรออยู่ที่ชายฝั่ง ซึ่งความล้มเหลวในการปฎิบัติภารกิจและผลที่ตามมาหลังการเจรจาได้แสดงให้เห็นถึง ความล้มเหลวอย่างไม่เป็นท่าตั้งแต่เริ่มต้นสำหรับความร่วมมือใด ๆ ในอนาคตระหว่างอังกฤษกับกองกำลังฝ่ายต่อต้าน

นอกจากนี้ การที่รัฐบาลลิเบียดักสัญญาณการเจรจาได้นั้น ยิ่งทำให้ฝ่ายพันเอกกัดดาฟี่ได้เปรียบ จากข้ออ้างที่ว่า ฝ่ายต่อต้านมีการติดต่อกับรัฐบาลชาติตะวันตก

คาดว่า นายวิลเลียม เฮ้ก รัฐมนตรีต่างประเทศ จะแถลงต่อสภาผู้แทนราษฎรในวันนี้ เพื่อชี้แจงเรื่องภารกิจลับ และเหตุการณ์ที่ต่อเนื่องหลังจากนั้น หลังจากแถลงยืนยันเมื่อคืนวันอาทิตย์ว่า มีทีมนักการทูตกลุ่มย่อย ๆ เข้าไปในเบนกาซี และเผชิญสถานการณ์ที่ยากลำบาก แต่ก็ยังจะ
เดินหน้าส่งทีมใหม่เข้าไปอีกในอนาคต

นายเลียม ฟ็อกซ์ รัฐมนตรีกลาโหม ระบุว่า ภารกิจของทีม SAS และ MI6 เป็นส่วนหนึ่งของการสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงในลิเบีย แต่เซอร์ เมนซี่ส แคมป์เบลล์ อดีตหัวหน้าพรรคเสรีประชาธิปไตย กล่าวว่า ภารกิจอันน่าผิดหวัง แถมยังถูกทางการลิเบียดักสัญญาณการเจรจาได้ แสดงเห็นว่า อิทธิพลของอังกฤษที่มีต่อลิเบียกำลังเสื่อมถอยลงทุกที

ส่วนสถานการณ์ในลิเบีย กำลังใกล้จะเป็นสงครามกลางเมืองอย่างเต็มรูปแบบ เมื่อพันเอกกัดดาฟี่สั่งกองกำลังของเขาให้ยึดเมืองที่ตกอยู่ในเมือของฝ่ายต่อต้านคืนให้หมด แต่ดูเหมือนความสำเร็จจะยังไกลเกินเอื้อม เมื่อฝ่ายต่อต้านยังควบคุมเมืองสำคัญและที่ตั้งบ่อน้ำมันเอาไว้ได้