
โหมโรงเลือกตั้ง4พรรคประชันนโยบาย
ปชป.ชูการยกดับการศึกษา-ค่าแรงขั้นต่ำ
ประธานยุทธศาสตร์นโยบายหาเสียงพรรคประชาธิปัตย์ “กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ” บอกได้ปูพรมด้วยการออกสปอตโฆษณาไป 2 ชุด เพื่อสื่อสารถึงประชาชน 2 เรื่อง คือ 1.เรื่องการศึกษา ว่าการศึกษาเท่านั้นที่จะทำให้ประเทศเจริญได้ ถ้าคนมีคุณภาพ ชนะก่อนแข่งเสียอีก แต่คนของเราคุณภาพการศึกษายังไม่เท่าเทียมกัน จะต้องยกฐานะการศึกษาให้โอกาสได้เท่าเทียมในระดับมหาวิทยาลัย 2.เรื่องค่าครองชีพ เรื่องราคาสินค้า เราบอกว่าเศรษฐกิจดีอย่างไร ถ้าคนปากกัดตีนถีบ เพราะรายรับไม่เท่ากับรายจ่าย มันเป็นไปไม่ได้ เราจึงมีแนวความคิด มีนโยบาย “เพื่อประชาชน” ยกระดับรายได้ประชาชนทุกกลุ่ม โดยใช้ฐานความคิดเรื่องของแรงงานขั้นต่ำ พอแรงงานขั้นต่ำเพิ่มขึ้น ทุกอย่างมันขยับขึ้นหมดในเรื่องของรายได้ ดังนั้นสิ่งที่เราต้องการจะทำคือ ทำทุกวิถีทางที่จะยกระดับรายได้คนในประเทศ
"กอร์ปศักดิ์" บอกด้วยว่า หลังจากนี้ก็จะมีโฆษณาออกมาเป็นระยะๆ ในเนื้อหาต่างๆ เช่น เรื่องการแก้ไขปัญหาจราจร เป็นต้น ขณะเดียวกันก็จะมีนโยบายเป็นรายภาค เช่น ทางภาคตะวันออก เมื่อย้ายท่าเรือคลองเตยไป ประชาชนที่ชลบุรี ระยอง ตราด ได้ประโยชน์คือมีเมืองท่า ภาคอีสานก็เรื่องรถไฟไทย-จีนได้เต็มๆ สถานีแรกที่คนจีนจะมาจากคุนหมิงคือ มาจอดที่ หนองคาย อุดรธานี ขอนแก่น โคราช ส่วนภาคเหนือจะดูเรื่องท่องเที่ยว สินค้าเกษตร โดยการท่องเที่ยวต้องเปลี่ยนโฉมใหม่ สำหรับภาคใต้ก็มีรถไฟไทย-จีนลงไป เราจะทำแหล่งท่องเที่ยวที่สุดยอด เราจะพัฒนาทุกหาดให้สวย คือเราต้องทำทุกภาคให้เหมือนกันหมด เราไม่ดูว่าภาคใต้ไม่เป็นไร เอาไว้ก่อน ไม่ใช่
ชาติไทยพัฒนาชู "ปรองดอง"
“ชุมพล ศิลปอาชา” หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา แม่ทัพใหญ่ที่ประกาศว่าจะนำพลพรรคเข้าสู่สภาหินอ่อน 40-50 ที่นั่ง ยอมรับว่าจะใช้แผนยุทธศาสตร์การทำงานในลักษณะสืบทอดจากพรรคชาติไทย ซึ่งขณะนี้มีการตั้งคณะกรรมการเตรียมการเลือกตั้งไว้เรียบร้อยแล้ว และมีการประชุมเตรียมความพร้อมอยู่ตลอดเวลา เพื่อที่จะกำหนดนโยบายต่างๆ เพื่อใช้ในการหาเสียงเลือกตั้ง ซึ่งครอบคลุมทุกด้าน ทั้งด้านเกษตร การศึกษา ท่องเที่ยวกีฬาและสาธารณสุข แต่ที่เน้นคือ เรื่องเกี่ยวกับการปฏิรูปการเมือง เกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อให้เป็นประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะประเด็นความไม่เป็นธรรม ได้แก่ พรรคการเมือง นักการเมือง
"นโยบายหลักที่พรรคชาติไทยพัฒนาจะชูในสนามการเลือกตั้งครั้งนี้ คือ เรื่องความปรองดองของบุคคล กลุ่มคน ในชนชาติเรา เพราะสภาพปัจจุบันในสังคมไทยมีความแตกแยกกันมากมายเหลือเกิน ความแตกแยกที่ปรากฏไม่ได้สืบเนื่องมาจากผลประโยชน์ประเทศชาติ แต่ยืนอยู่บนประโยชน์ของแต่ละบุคคล"
ส่วนเรื่องของพื้นที่ยุทธศาสตร์นั้น "ชุมพล" บอกว่า จะมุ่งไปที่ฐานเสียงเดิมของพรรคชาติไทยคือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และปีนี้จะมุ่งภาคใต้ เพราะพรรคมี ส.ส.อยู่ที่ จ.นราธิวาส อยู่แล้ว
ภูมิใจไทยขอซื้อใจคนรากหญ้า
"บุญจง วงศ์ไตรรัตน์" รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย บอกว่า ในส่วนภูมิใจไทยวางหลักทางยุทธศาสตร์ว่า หลักใหญ่ก็คือประชาชนไว้วางใจพรรคและผู้สมัครของพรรค คือการที่จะเป็นผู้แทน ผู้สมัครจะต้องทำอย่างไรให้ประชาชนตัดสินใจเลือกพรรค สิ่งที่จะเป็นคำตอบได้ดีที่สุดคือ ผู้สมัครต้องขยันลงพื้นที่ เข้าพบ เข้าหาประชาชน เพื่อจะได้มีความผูกพันกับประชาชน รับรู้รับทราบปัญหาของเขา นี่คือหลักสำคัญ จะต้องนำสิ่งซึ่งเกิดขึ้นจากการลงพื้นที่รับทราบปัญหาของชาวบ้านมาปรับเป็นนโยบายของพรรค ประชาชนเขาอยากมีชีวิตที่ดี อย่างประชาชนส่วนใหญ่ซึ่งเป็นเกษตรกรทางภาคเหนือ ภาคอีสาน อยากจะมีแหล่งน้ำเพื่อทำการเกษตร และเลี้ยงปลา ก็มีโครงการ 1 องค์การบริหารส่วนตำบล ( อบต. ) 1 ชลประทาน หรือแม้แต่ว่า 1 อบต. 1 สถานีอนามัย หรือ 1 โรงพยาบาล อีกหลายๆ โครงการ มันก็เกิดจากการที่เราไปลงพื้นที่และพบปะประชาชน ผู้สมัครพรรคต้องนำนโยบายเหล่านี้ไปขยายผลอีกครั้งเมื่อลงพื้นที่ว่า ถ้าเลือกพรรคภูมิใจไทยเข้ามา เราจะทำอะไรให้ประชาชนบ้าง และประชาชนจะได้อะไรจากนโยบายของเรา
"แนวทางหลักก็คือ เราจะต้องทำให้ประชาชนทุกภาค โดยเฉพาะระดับล่าง ให้เขามั่นใจว่าผู้สมัครพรรคภูมิใจไทยแต่ละคนมีความใกล้ชิดกับเขา และเข้ามาลงสมัคร นโยบายพรรคสามารถนำมาแก้ปัญหาของเขาได้ ขณะเดียวกันแนวทางที่จะดูแลประชาชนในเรื่องของอาชีพ ก็ทำได้ ให้ประชาชนลดรายจ่าย และเข้าถึงโอกาส" บุญจง ย้ำ
เพื่อไทยต่อยอดประชานิยม
รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย "คณวัฒน์ วศินสังวร" บอกว่า มั่นใจว่าการหยิบนโยบายเก่า ด้วยการต่อยอดจากพรรคไทยรักไทย และพลังประชาชน ยังจะโดนใจมิตรรักแฟนเพลงเหมือนเดิม
"นโยบายของพรรคในช่วงหาเสียงจะมีสามด้านคือ สังคม เศรษฐกิจ การเมือง หลักๆ นั้นจะต่อยอดจากนโยบายพรรคไทยรักไทย และพลังประชาชนที่ทำไว้แล้ว และประชาชนตอบรับ แต่นโยบายพรรคทั้งหมดนั้นจะเปิดตัวทันทีที่มีการประกาศยุบสภา เพราะกลัวบางพรรคลอก"
คณวัฒน์ บอกว่า เป้าหมายของพรรคคือ ยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานและเกษตรกรให้ขึ้นมาเป็นชนชั้นกลาง เพื่อลดความเหลื่อมล้ำของสังคมเมืองและชนบท คือลดช่องว่างคนจนกับคนรวยนั่นเอง
"เราเชื่อมั่นว่า นโยบายพรรคที่จะเปิดตัวทันทีหลังการยุบสภานั้น จะดึงดูดนักลงทุน สร้างความเชื่อมั่นให้ประเทศ ไม่สร้างภาระหนี้สินให้ประเทศ วันนี้หนี้สาธารณะอยู่ที่ 4.5 ล้านล้านบาท หรือเทียบกับจีดีพีคือ ร้อยละ 43 เลยนะ สูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยนโยบายเศรษฐกิจนั้น พรรคจะเน้นนโยบายด้านนี้เป็นหลัก โดยเฉพาะปัญหาปากท้อง อาทิ ค่าแรงขั้นต่ำวันละ 300 บาท ราคาสินค้าเกษตรสำคัญ เช่น ข้าวเปลือกเกวียนละ 1.5 หมื่นบาท เป็นราคาขั้นต่ำ พรรคจะนำการจำนำสินค้าเกษตรกลับมาใช้แทนการประกันรายได้ เพราะโครงการประกันรายได้นั้นมันมีการทุจริต เเละทำลายเกษตรกร รวมทั้งจะทำโครงการระบบน้ำระยะยาวและถาวร"
สรุปคือนโยบายเศรษฐกิจของพรรคจะอยู่ในแนวทางลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส และอีกส่วนจะเกี่ยวกับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศเพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ สร้างพื้นฐานเศรษฐกิจเข้มแข็งในระยะยาวที่แท้จริง ซึ่งโดยรวมแล้วนโยบายของพรรคจะตรงข้ามกับนโยบายพรรคประชาธิปัตย์
"ส่วนนโยบายด้านสังคมนั้น จะกลับไปดูแลเรื่องหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า เพราะข้อมูลที่รับมานั้นพบว่า โครงการนี้มีปัญหาทางปฏิบัติ เพราะไม่มีการรักษาทุกโรคจริงตามที่รัฐบาลชุดนี้อ้างไว้ ยาก็ด้อยคุณภาพ เนื่องจากเงินสนับสนุนในโครงการนี้ลดลง พรรคจะนำโครงการปราบปรามยาเสพติดที่เคยประสบความสำเร็จกลับมาใช้ เพราะโพลล์ที่พรรคสำรวจไว้พบว่า ประชาชนพอใจโครงการนี้เป็นลำดับต้นๆ รวมทั้งงานสังคมอื่นๆ ที่พรรคไทยรักไทยทำไว้นั้น พรรคเพื่อไทยต่อยอดทั้งหมด"
ด้านนโยบายด้านการเมือง เป้าหมายคือ การสร้างความปรองดอง สมานฉันท์ แก้ปัญหาความขัดแย้งทางสังคม โดยจะสร้างประชาธิปไตยแบบที่ประชาชนมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน หลักคิดคือ ประชาชนเป็นใหญ่อย่างแท้จริง มีเสรีภาพ เสมอภาค เพื่อนำไปสู่ภราดรภาพ หากไม่มีสามส่วนนี้ก็นำไปสู่ความขัดแย้ง
"พรรคมีจุดยืนเดิมคือ ยึดรัฐธรรมนูญ 2540 เพราะเป็นฉบับที่ประชาชนมีส่วนร่วม"
หากไม่มีเหตุการณ์พลิกผัน การยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่คงจะมีขึ้นในช่วงกลางปีนี้ แม้ขณะนี้การยุบสภาจะยังไม่เกิดขึ้น แต่หลังจับสัญญาณการเมืองเป็นที่แน่ชัด บรรดาพรรคการเมืองต่างๆ ก็เริ่มเตรียมตัวเพื่อลงสนามเลือกตั้งกันแล้ว
"คม ชัด ลึก" ได้สำรวจยุทธศาสตร์หลักของแต่พรรคที่จะเอาชนะคู่แข่งมานำเสนอเป็นการโหมโรง
ทีมข่าวการเมือง



