
เช็กอุณหภูมิ "ข้าวไทย"พาณิชย์-ผู้ส่งออกมองแนวโน้มยังสดใส
เหตุการณ์ "ม็อบชาวนา" ปิดถนนสายเอเชียเมื่อสัปดาห์ก่อน ยังคงเป็นภาพสะท้อนได้ดีถึงความเดือดร้อนของเกษตรกรไทยที่ยังคงอยู่ โดยเฉพาะเรื่องราคาข้าวที่มีปัจจัยหลายเรื่องเข้ามาเกี่ยวข้อง ทั้งเรื่องผลผลิตและตลาด รวมทั้งนโยบายบริหารจัดการของภาครัฐ อย่างไรก็ตาม กรม
ชี้เห็นราคาข้าวขาว 600 ดอลลาร์/ตัน
นายมนัส สร้อยพลอย อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า สถานการณ์ข้าวไทยในปี 2554 มีทิศทางที่สดใส เนื่องจากภาวะตลาดโลกยังมีความตึงตัวสูง ซึ่งเป็นผลมาจากความต้องการบริโภคข้าวโลกที่สูงกว่าผลผลิตข้าว ทำให้ประเทศผู้นำเข้าหลายประเทศเร่งเพิ่มสต็อกข้าวเพื่อสร้างความมั่นคงด้านอาหารภายในประเทศ และประเทศผู้ส่งออกที่สำคัญยังคงมาตรการควบคุมการส่งออกข้าว รวมทั้งสภาวะอากาศที่มีแนวโน้มแปรปรวนมากขึ้น ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการผลิตข้าว จากปัจจัยดังกล่าวส่งผลในทางบวกต่อประเทศไทยทั้งในด้านปริมาณการส่งออกที่จะเพิ่มมากขึ้น และราคาข้าวที่จะปรับตัวดีขึ้นในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม การปรับตัวลดลงของราคาข้าวภายในประเทศระยะนี้ เป็นเพียงการตอบสนองต่อภาวะตลาดโลกในขณะนี้ที่ชะลอตัวลง เนื่องจากพ่อค้าและผู้นำเข้าต่างรอผลผลิตข้าวของเวียดนามที่จะออกสู่ตลาดในเดือนมีนาคม-พฤษภาคม ปริมาณรวมกว่า 12 ล้านตัน ประกอบกับเวียดนามลดค่าเงินด่อง ทำให้ราคาข้าวลดลงเพื่อช่วยรองรับผลผลิตข้าวที่กำลังเก็บเกี่ยวและกระตุ้นการส่งออก โดยในปี 2554 นี้ เวียดนามตั้งเป้าหมายการส่งออกไว้ที่ 6.1 ล้านตัน ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นไปตามเป้าหมาย แต่หากผลผลิตข้าวในฤดูกาลหลักของเวียดนามออกสู่ตลาดหมดแล้วในช่วงเดือนมีนาคม ผลผลิตข้าวของเวียดนามจะชะลอตัว ขณะที่ไทยยังมีการผลิตข้าวอย่างต่อเนื่องและสามารถส่งออกได้ตลอดทั้งปี จึงจะทำให้ไทยมีความได้เปรียบในการส่งออก
"สถานการณ์ชะลอตัวของตลาดข้าวโลกนั้น จะเป็นไปตามวัฏจักรของอุปสงค์และอุปทาน ซึ่งจะเกิดขึ้นทุกปี แต่สถานการณ์ที่ว่านี้ จะเกิดขึ้นเพียงระยะสั้นประมาณ 1-2 เดือน เมื่อผ่านช่วงนี้ไปแล้ว ภาวะตลาดข้าวโลกโดยรวมจะกลับสู่ภาวะปกติและมีทิศทางที่ดีอย่างต่อเนื่องจนถึงสิ้นปีนี้" นายมนัสกล่าวและว่า
สถานการณ์ข้าวในปีนี้ที่มองว่ามีแนวโน้มดี เนื่องจากตลาดข้าวโลกค่อนข้างตึงตัว ประเทศผู้นำเข้าสำคัญเช่น อินโดนีเซียและบังกลาเทศ จะยังคงมีการนำเข้าข้าวอย่างต่อเนื่องเพื่อเพิ่มสต็อกข้าวภายในประเทศเพื่อสร้างความมั่นคงด้านอาหาร ส่วนฟิลิปปินส์จะต้องมีการเปิดประมูลนำเข้าข้าวไม่น้อยกว่า 1.5 ล้านตันในช่วงไตรมาส 2 และ 3 และขณะนี้ได้ให้ภาคเอกชนเริ่มนำเข้าบ้างแล้ว ขณะเดียวกัน จีน ซึ่งเป็นผู้ผลิตและผู้บริโภคข้าวรายใหญ่ของโลกกำลังประสบปัญหาภัยแล้ง จะกระทบต่อผลผลิตข้าวสำหรับการบริโภค
สถานการณ์ของประเทศต่างๆ ในโลกจะเป็นปัจจัยบวกสนับสนุนการส่งออกข้าวของไทยและราคาในประเทศให้ปรับตัวดีขึ้น โดยคาดว่าราคาข้าวขาว 5% มีโอกาสเพิ่มขึ้นไปถึงระดับ 600 ดอลลาร์สหรัฐต่อตันในเร็วๆ นี้
สำหรับราคาข้าวเปลือกเจ้าในประเทศขณะนี้ขึ้นมาอยู่ที่ 8,970 บาทต่อตัน สูงขึ้นกว่าราคาเฉลี่ยระหว่างวันที่ 1-25 กุมภาพันธ์ 2554 ซึ่งอยู่ที่ 8,912 บาทต่อตัน ส่วนการส่งออกข้าวของไทยตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-24 กุมภาพันธ์ 2554 ไทยส่งออกข้าวแล้วเป็นปริมาณ 1,759,162 ตัน มูลค่า 1,018 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 30,642 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2553 ที่มีปริมาณส่งออก 1,300,506 ตัน มูลค่า 807 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 26,538 ล้านบาท คิดเป็นเพิ่มขึ้น 35.27% 26.16% และ 15.46% ตามลำดับ ทั้งคาดว่าในปี 2554 นี้ ไทยจะสามาถส่งออกข้าวได้ประมาณ 9-9.5 ล้านตัน มูลค่าประมาณ 5,300-5,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 150,000-158,000 ล้านบาท
3 ปัจจัยเสี่ยงกระทบตลาดข้าวไทย
สอดคล้องกับนายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์ สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ที่มองว่าราคาข้าวในปีนี้ยังมีทิศทางที่ดี โดยข้าวขาว 5% มีโอกาสขยับขึ้นไปแตะที่ 600 ดอลลาร์สหรัฐต่อตันในช่วงกลาง-ปลายปีนี้ เนื่องจากสินค้าเกษตรหลักอื่นๆ เช่น ข้าวสาลี และข้าวโพด ราคาปรับขึ้นไปสูงก่อนหน้านี้ โดยเมื่อปีก่อนราคาข้าวสาลีปรับขึ้นไปถึง 70% ส่วนข้าวไทยปรับขึ้นเพียง 10% ทำให้ยังมีช่วงห่างพอที่จะทำให้ราคาข้าวขึ้นไปอีก โดยเฉพาะปัจจัยราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ก็จะส่งผลให้ราคาสินค้าเกษตรทุกตัวปรับตัวขึ้นตาม
อย่างไรก็ตาม การปรับตัวขึ้นของราคาในปีนี้จะไม่หวือหวาเหมือนปี 2008 (พ.ศ.2551) ที่ราคาข้าวขึ้นไปสูงถึง 800 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน เพราะมีปัจจัยแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง คือเมื่อปี 2008 เกิดการเก็งกำไรกันมากในตลาดล่วงหน้า และผู้บริโภคทั่วโลกมีความตื่นตระหนกถึงราคาสินค้าอาหาร ซึ่งในช่วงเวลานั้นราคาน้ำมันพุ่งขึ้นไปสูงถึง 148 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
ด้านความต้องการบริโภคข้าวของโลกในปีนี้มีเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 450 ล้านตันข้าวสาร สอดคล้องกับผลผลิตข้าวรวมเพิ่มขึ้นจาก 440 ล้านตันข้าวสาร เป็น 450 ล้านตันข้าวสาร ขณะที่สต็อกข้าวคงเหลือในโลกอยู่ที่ 93-94 ล้านตัน ซึ่งยังอยู่ในระดับปกติ และทิศทางราคาน่าจะอยู่ในระดับนี้ หากไม่เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด เช่น จีนมีความต้องการสั่งซื้อข้าวในปริมาณที่สูง เนื่องจากผลผลิตภายในประเทศลดลง เป็นต้น โดยราคาข้าว 100% ที่ส่งมอบ ณ ท่าเรือ (เอฟโอบี) ล่าสุดอยู่ที่ 550 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน เมื่อทอนเป็นเงินบาทจะอยู่ที่ราว 1 หมื่นบาทต่อตัน
ในด้านตลาดมีทั้งที่เพิ่มขึ้น และบางตลาดก็ลดลง เช่น อินโดนีเซีย จากเดิมที่คิดว่าจะไม่มีการนำเข้าข้าวในปีนี้ เพราะไม่มีการซื้อข้าวมาเป็นเวลากว่า 2-3 ปีแล้ว แต่เนื่องจากอินโดนีเซียประสบปัญหาภัยแล้ง ผลผลิตข้าวเมื่อปีก่อนไม่ดีนัก และมีความจำเป็นจะต้องสต็อกข้าวเพื่อความปลอดภัย (เซฟตี้ สต็อก) ทำให้ตั้งแต่ต้นปีมาประเทศดังกล่าวซื้อข้าวแล้วกว่า 1 ล้านตัน ขณะที่ฟิลิปปินส์เดิมเป็นรายใหญ่นำเข้าข้าว แต่ปีนี้ผลผลิตดี รัฐบาลประกาศออกมาแล้วว่าจะนำเข้าเพียง 8 แสนตันซึ่งลดลงจากเดิม ดังนั้นความต้องการข้าวในตลาดต่างๆ จะไม่หวือหวานัก
อย่างไรก็ตาม ตลาดส่งออกของไทยในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมาค่อนข้างซบเซาสำหรับข้าวขาว เนื่องจากตลาดรอผลผลิตข้าวในฤดูกาลหลักของเวียดนามกำลังออกสู่ตลาดในช่วงเดือนมีนาคมนี้ ซึ่งคาดว่าจะมีผลผลิตออกมาประมาณ 7 ล้านตันข้าวสาร จะทำให้เวียดนามแอ็กทีฟในการส่งออกอย่างมากในช่วงนี้ โดยตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-24 กุมภาพันธ์ 2554 เวียดนามส่งออกข้าวแล้วเป็นจำนวน 9.5 แสนตัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 40% ใกล้เคียงกับประเทศไทยที่ส่งออกแล้วจำนวน 1.7 ล้านตัน (1 มกราคม-23 กุมภาพันธ์) เพิ่มขึ้น 35% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ส่งออกได้ 1.25 ล้านตัน ซึ่งมีปัจจัยบวกมาจากการสั่งซื้อข้าวของอินโดนีเซีย
สำหรับตลาดแอฟริกาขณะนี้ชะลอการสั่งซื้อข้าวมาระยะหนึ่งแล้ว ทำให้ตลาดข้าวนึ่งเงียบๆ ไป เนื่องจากขณะนี้มีข่าวค่อนข้างไปในทางลบสำหรับการส่งออกข้าวของไทยที่ว่า อินเดีย ซึ่งห้ามส่งออกข้าวมานานกว่า 2 ปี อาจจะมีนโยบายให้ส่งออกข้าวมากขึ้น โดยเฉพาะข้าวนึ่งโดยการปล่อยเป็นโควตา หรือการขายผ่านระบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) จะทำให้อินเดียส่งออกข้าวได้มากขึ้น เนื่องจากอินเดียมีสต็อกข้าวสูงถึง 25 ล้านตันข้าวสาร สูงกว่าระดับปกติที่อินเดียเคยมีอยู่ที่ 15 ล้านตันข้าวสาร
นายชูเกียรติ กล่าวด้วยว่า สำหรับปัจจัยเสี่ยงสำหรับตลาดข้าวของไทยในปีนี้มองว่ามีอยู่ 2-3 เรื่อง คือ เวียดนามซึ่งเป็นคู่แข่งตลอดกาลของไทย การที่เวียดนามลดค่าเงินด่องจะยิ่งทำให้ส่วนต่างราคาระหว่างข้าวไทยและเวียดนามเพิ่มมากขึ้น จากขณะนี้ราคาข้าวขาว 5% ของเวียดนามอยู่ที่ 460 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ขณะที่ข้าวขาว 5% ของไทยอยู่ที่ 530 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ทำให้มีส่วนต่างกันสูงถึง 90 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ซึ่งเมื่อก่อนเราคิดว่าหากข้าวเวียดนามขายหมด ก็จะถึงทีของเราบ้าง แต่ปัจจุบันไม่เป็นเช่นนั้น เนื่องจากเวียดนามซื้อข้าวเปลือกมาจากกัมพูชาซึ่งมีผลผลิตเพิ่มมากขึ้น เข้าสีในเวียดนามและส่งออกภายใต้ชื่อของเวียดนามเอง ทำให้เราเห็นว่าการส่งออกข้าวเวียดนามเติบโตอย่างก้าวกระโดดในช่วงที่ผ่านมา
ปัจจัยเสี่ยงต่อมาคือ อัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งขณะนี้ถือว่าค่าเงินบาทของไทยอยู่ที่ราวๆ 30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ แต่หากเงินบาทแข็งค่าอีก จะยิ่งมีผลกระทบต่อราคาข้าวไทยให้มีราคาสูงขึ้น และสุดท้ายคือประเด็นกระแสข่าวเกี่ยวกับนโยบายการส่งออกข้าวของอินเดีย แต่ก็ไม่รู้ว่านโยบายของอินเดียจะเป็นอย่างไร ยังไม่มีใครตอบได้ชัดเจน อย่างไรก็ตาม พบว่ากลุ่มเทรดเดอร์มีการพูดคุยเรื่องนี้กันมากขึ้น ซึ่งก็มีโอกาสหากมองว่าสต็อกข้าวของอินเดียมีมากเกินจนไม่มีที่เก็บ จึงอาจต้องปล่อยออกมาบ้าง ขณะที่ราคาข้าวไทยก็ยังสูงกว่าข้าวอินเดีย 50-60 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน จะทำให้อินเดียมาแย่งส่วนแบ่งการตลาดของไทยไป



