
ธ.ก.ส.ควักเงินจ่ายชดเชยเกิน1.9หมื่นล.
ธ.ก.ส.พร้อมควักจ่ายเงินชดชยส่วนต่างราคาเพิ่มหลัง กขช. ถกด่วนเพิ่มราคาประกันและเพิ่มปริมาณข้าวต่อราย เชื่อเงินเตรียมไว้ 1.9 หมื่นล้านรองรับข้าวนาปรังไม่เพียงพอ ยันข้าวราคาไม่ตกต่ำแต่ส่วนใหญ่ขายคุณภาพต่ำกว่าเกณฑ์
นายลักษณ์ วจนานวัช ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า วันที่ 7 มีนาคมนี้ จะมีการประชุมคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน หลังจากที่มีกระแสเรียกร้องของเกษตรกรใน 22 จังหวัดให้ปรับเพิ่มราคาประกัน โดยในที่ประชุมจะมีการพิจารณาใน 2 ประเด็นพร้อมกันคือการเพิ่มราคาประกันตามที่เกษตรกรเรียกร้องมา และการปรับเพิ่มปริมาณข้าวที่เข้าโครงการ ซึ่งก่อนหน้านี้การหารือกันระหว่าง ธ.ก.ส. กระทรวงเกษตรกรและสหกรณ์ กรมการค้า และกลุ่มชาวนาที่ประท้วงได้ข้อสรุปร่วมกันว่าจะเพิ่มปริมาณข้าวที่ได้รับการชดเชยตามการโครงการจากรายละ 25 ตันเป็น 30 ตัน จากที่เสอนมา 40 ตัน ซึ่งกลุ่มเกษตรกรพอใจเพราะส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ภาคกลางและตะวันออกซึ่งจะมีปริมาณข้าวนาปรังออกมามากตั้งแต่เดือนเมษายนนี้เป็นต้นไป
ส่วนการขอให้ปรับเพิ่มราคาประกันนั้น เท่าที่ดูข้อมูลพบว่าราคาประกันยังมีความเหมาะสมและไม่จำเป็นต้องปรับเพิ่ม ซึ่งกลุ่มเกษตรกรก็พอใจเพราะเห็นว่าการขยับปริมาณข้าวก็น่าจะบรรเทาความเดือดร้อนได้ระดับหนึ่ง แต่จากการที่ยังมีกลุ่มชาวนาประท้วงอยู่นั้นอาจเป็นกลุ่มที่ไม่พอใจราคาประกันดังกล่าวทำให้ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของ กขช. เนื่องจากก่อนหน้านี้นายกฯ มอบหมายให้นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ พิจารณาต้นทุนที่นำมาคำนวณราคาประกันใหม่หลังจากที่เห็นว่าใช้มานาน 2 ปีแล้ว จึงมีความเป็นไปได้ที่จะขยับราคาประกันด้วยเพราะขณะนี้ต้นทุนด้านน้ำมันและปุ๋ยก็เพิ่มสูงขึ้นจริง
"จากการหารือกับเกษตรกรผู้ชุมนุมรอบแรกก็พอใจข้อสรุปที่ปรับเพิ่มปริมาณข้าวที่เข้าโครงการ เพราะส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ภาคกลางซึ่งเป็นที่ลุ่มจะมีปริมาณข้าวออกมามาก แต่อาจจะมีเกษตรกรบางกลุ่มที่ไม่พอใจจึงต้องมีการประชุมเพื่อพิจารณาใน 2 ประเด็นดังกล่าว" นายลักษณ์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม หากมีการปรับเพิ่มปริมาณข้าวที่เข้าโครงการประกันรายได้ และมีการปรับเพิ่มราคาประกันใหม่ ขณะที่ราคาอ้างอิงไม่เปลี่ยนแปลงก็จะทำให้รัฐบาลต้องใช้เงินในการชดเชยส่วนต่างราคามากขึ้นซึ่งต้องประเมินอีกครั้ง จากที่ผ่านมาในส่วนของข้าวนาปีใช้เงินไปแล้ว 3.5 หมื่นล้านบาท และเตรียมเงินไว้ใช้ในส่วนของข้าวนาปรังที่กำลังจะออกมาอีก 1.9 หมื่นล้านบาท รวมเป็นเงิน 5.4 หมื่นล้านบาท ซึ่งสูงกว่าปีก่อนที่ใช้เงินไป 4.8 หมื่นล้านบาท โดยได้ขออนุมัติจากที่ประชุมคณะกรรมการธนาคารไปแล้วที่จะดำเนินการจ่ายเงินไปก่อนและกระทวงการคลังจะตั้งงบจ่ายคืนให้ในปี 2555
ส่วนกรณีที่เกษตรกรมองว่าราคาข้าวขณะนี้ตกต่ำลงนั้น มองว่าราคาข้าวปัจจุบันอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับปีก่อน และการที่เกษตรกรมองว่าราคาตกต่ำอาจเป็นเพราะนำข้าวที่คุณภาพไม่ถึงเกณฑ์ไปขายทำให้ถูกกดราคามากกว่า โดยส่วนของข้าวหอมมะลิในพื้นที่ภาคอีสานส่วนใหญ่เกษตรยังพอใจราคาจำหน่ายที่ 1.2 หมื่นบาทต่อตัน และยังได้รับเงินชดเชยอีกตันละ 1,000 บาท



