
พลิกผืนดินไทยเป็นแผ่นดินทอง ?
ในปี พ.ศ.2552 สมัยที่กรมเจ้าท่า มี คุณชลอ คชรัตน์ เป็นอธิบดี ผมเคยเขียนขอบคุณท่านอธิบดีที่พยายาม หาเงิน มาขุดลอกแม่น้ำลำคลองอย่างเต็มที่ แต่น่าเสียดายที่นักการเมืองไม่เห็นความสำคัญของงานที่คุณชลอคิดจึงได้เงินแค่ 200 ล้านบาท
ประเทศไทยมีลุ่มน้ำหลัก 25 ลุ่มน้ำ มีลุ่มน้ำย่อยอีกราว 254 ลุ่มน้ำ วัดความยาวของแม่น้ำทุกสายรวมกันได้ 13,000 กิโลเมตร เงินแค่ 200 ล้านบาทจะเอาไปตำน้ำพริกได้กี่ครก จากปีนั้นถึงปีนี้ 2554 แม่น้ำที่กรมเจ้าท่าเคยขุดลอกเอาไว้คงตื้นเขินเหมือนเดิมแล้วมั้ง แล้วปีนี้แล้งก็มาเร็วเอาตั้งแต่ปลายปีโน่น ยังดีนะครับที่เรามีหน่วยงานอย่างกรมชลประทานกักเก็บน้ำเอาไว้อย่างเป็นระบบ เกษตรกรจึงพอมีน้ำใช้เพาะปลูก แต่ถึงยังงั้นก็มีน้ำให้ทำนาปรังได้เพียง 8.9 ล้านไร่จาก 13.27 ล้านไร่
หรือแม้แต่หน่วยงานอย่าง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มี คุณธีระ วงศ์สมุทร เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวง ก็เตรียมแผนภัยพิบัติเอาไว้แค่ปลายเหตุ คือกะว่าจะขอเงินจากรัฐบาล 4,400ล้านบาท เอาไปแก้ปัญหาตื้นๆ คือเตรียมไว้สำหรับใช้กับเครื่องสูบน้ำและเสบียงอาหารให้สัตว์ก่อนเกิดภัยพิบัติ และเตรียมไว้แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าขณะเกิดภัย รวมไปถึงเตรียมไว้ให้เกษตรกรเอาไปใช้หนี้ ธ.ก.ส.เนื่องจากผลผลิตขายไม่ได้หลังน้ำลด...ที่ทำมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า
คือแทนที่จะให้น้ำหนักไปที่การ “ป้องกัน” ก็ไม่ทำ ดันเอางินไปปรับปรุงเขื่อน ก่อสร้างระบบระบายน้ำ ทางผันน้ำ แหล่งเก็บกักน้ำในพื้นที่ลุ่มต่างๆ และก่อสร้างแก้มลิงวงเงิน 1,711 ล้านบาท, ทำโครงการแก้มลิง 18 โครงการวงเงิน 529 ล้านบาท ขุดลอกและกำจัดวัชพืชในคลองชลประทาน อ่างเก็บน้ำ คลองส่งน้ำต่างๆ 1,182 ล้านบาท ที่ผมดูแล้วไม่น่าจะพอกับการแก้ภัยแล้งและน้ำท่วมหรอกนะครับ
แต่ก็ยังโชคดีนะครับที่เรายังมีข้าราชการที่เห็นว่า “น้ำ” มีคุณอนันต์และมีโทษมหันต์อย่างคุณถวัลย์รัฐ อ่อนศิระ อธิบดีกรมเจ้าท่า ที่มาแทนคุณชลอ คุณถวัลย์รัฐ พูดได้ใจผมจริงๆ ว่า งานขุดลอกร่องน้ำจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการรับน้ำของแม่น้ำ รวมทั้งช่วยป้องก้นปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งได้เป็นอย่างดี แต่ก็น่าเสียดายที่กรมเจ้าท่าได้เงินมาเพียงปีละ 1,000 ล้านบาทในจำนวนนี้ต้องแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ ขุดลอกแม่น้ำ 400 ล้านบาท ขุดร่องน้ำในทะเล 600 ล้านบาท คุณถวัลย์รัฐบอกว่าหากต้องการขุดลอกแม่น้ำทั่วประเทศที่มีระยะทาง 13,000 กิโลเมตรก็จะต้องใช้งบประมาณ 1.3 หมื่นล้าน
ผมได้ยินตัวเลข 1.3 หมื่นล้านแล้วคิดว่า รัฐบาลน่าจะยอมจ่ายนะครับ ดีกว่าไปตั้งงบช่วยเหลือเกษตรกรหลังภัยแล้งและน้ำท่วมเหมือนที่เคยทำมา ผมอยากให้รัฐบาลหันมาให้ความสำคัญกับการเกษตรด้วยการวางแผนปลูกพืชที่เป็นอาหารทุกชนิดอย่างจริงจังให้เต็มที่
ปีที่แล้วโลกอ่วมอรทัยเพราะภัยพิบัติกันถ้วนหน้า ในปี 2554 นี้ หลายประเทศจะผลิตอาหารไม่พอเลี้ยงตัวเอง ต้องสั่งซื้อผลิตผลทางการเกษตรจากประเทศในแถบเอเชียที่บอบช้ำน้อยกว่า
นี่คือโอกาสทองของเกษตรกรไทยที่จะได้ลืมตาอ้าปากเชียวนะครับ แต่เกษตรกรคงจะทำได้มากไม่ได้ หากไม่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐอย่างเป็นระบบ...คือ เริ่มจากการแก้ปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วมให้มีน้อยลงจนถึงหมดไป แล้ววางแผนให้เกษตรกรเพาะปลูกพืชตามที่ตลาดต่างประเทศต้องการให้ได้มากที่สุด เหมือนที่ผมเขียนถึงปาล์มน้ำมันไปแล้วนั่นแหละครับ...วันนี้บริษัทเอกชนที่ทำธุรกิจค้าอาหารคนและอาหารสัตว์เขา “ตั้งเป้า” ที่จะโกยในปี 2554 แล้ว ทำไมรัฐบาลไทยไม่ทำอย่างนั้นบ้างล่ะครับ
ที่ผ่านมา เหมือนเราเดินทางผิดที่ไปให้ความสำคัญแก่ภาคอุตสาหกรรม ที่มีแต่ปัญหาไม่หยุด กลับมาไปเป็นประเทศเกษตรกรรมอย่างเดิมดีไหมครับ แล้วมาช่วยกันพลิกแผ่นดินไทยให้เป็นแผ่นดินทองดังเดิมเถอะครับ
ภาณุมาศ ทักษณา



