
จุดเปลี่ยน 1
เมื่อครั้งที่เจ้าชายสิทธัตถะตัดสินใจออกบวช ทิ้งบ้านสามฤดู ข้าทาสบริวาร ความสุขสบายทั้งปวง เพื่อแสวงหาหนทางแห่งการพ้นทุกข์ให้แก่เพื่อนมนุษย์ จากชีวิตที่หรูหราคลาคล่ำไปด้วยสิ่งบำรุงบำเรอทางโลกที่สุดโต่งไปด้านหนึ่ง
การเดินทางครั้งใหม่ของการแสวงหาทางหลุดพ้นก็สุดโต่งไปอีกด้าน ด้วยการแยกตัวไม่ยุ่งเกี่ยวกับโลก เพ่งเพียรตบะเป็นฤาษีชีไพร แต่ทั้งสองทางก็เป็นทางแห่งความล้มเหลวทั้งคู่ เพราะ ทางหนึ่งที่สนใจแต่ความต้องการทางกายอย่างเดียวโดยไม่สนใจจิต แต่อีกทางหนึ่งก็สนใจแต่เรื่องจิตอย่างเดียวโดยไม่สนใจกาย แต่เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะได้ตระหนักถึงความล้มเหลวทั้งสองเส้นทาง และเปลี่ยนมาหาทางสายกลางที่เน้นความสมดุลระหว่างกายและจิต การรู้แจ้งแห่งทางพ้นทุกข์ก็บังเกิดขึ้น
จากชีวิตเจ้าชายน้อยที่เกิดและเติบโตในประเทศที่ร่ำรวย มีการศึกษาสูงเกินสามัญชนทั่วไป ได้เห็นความเจริญมั่งคั่งของนานาอารยประเทศ แต่เมื่อต้องมาเป็นกษัตริย์ในประเทศยากจนอย่างประเทศไทย ได้พานพบเห็นความยากจนทุกข์เข็ญของปวงประชาราษฎร์ การเริ่มต้นเดินทางเพื่อแสวงหาทางรอดที่คล้ายคลึงกับพระพุทธเจ้าของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็เริ่มต้นขึ้น
การเสนอหนทางแห่งการหลุดพ้นด้วยหลักทางสายกลาง แห่งปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเกิดขึ้นด้วย เพราะพระองค์ทรงตระหนักว่า หากประเทศมุ่งแต่ความเจริญทางวัตถุ แสวงหาแต่ความร่ำรวยเงินทองเพียงอย่างเดียวตามทฤษฎีทุนนิยม ประชาชนก็จะไปไม่รอด ความแตกต่างระหว่างชนบทและเมืองก็จะยิ่งมากขึ้น การเอารัดเอาเปรียบ การแก่งแย่ง การทำลายทรัพยากรจะมากขึ้นไปอีก ขณะเดียวกันสังคมแบบชุมชนนิยมที่ปิดประเทศเอาแต่ชุมชนของตน ไม่ยุ่งเกี่ยวติดต่อค้าขายกับใครก็ไปไม่รอด
ทางสายกลางของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ชี้ทางรอดให้ประเทศให้เห็นว่า รากฐานที่สมดุล นำไปสู่ยอดที่มั่นคง ยั่งยืน ในทางรูปธรรมการสร้างรากฐานให้เกิด 4 พอ พออยู่ พอกิน พอใช้ พอร่มเย็น นั้น เป็นสิ่งสำคัญอันดับแรก เพราะเป็นรากฐานที่สำคัญของมนุษย์ และการดำรงชีวิต เมื่อเกิดรากฐานของความพอเพียง 4 อย่างนี้แล้ว ที่เหลือที่จะไปต่อยอดค้าขายแลกเปลี่ยนก็จะไม่กระทบกระเทือนถึงรากฐานอันสำคัญนี้
“การเป็นเสือนั้นไม่สำคัญ ขอให้เรามีพออยู่ พอกิน พอใช้เสียก่อน” เป็นคำพูดของพระองค์ท่านที่คุ้นหู ซึ่งเชื่อว่ามีหลายคนที่แอบคัดค้านในใจ พอๆ กับคำพูดที่ว่า “เงินทองเป็นของมายา ข้าวปลาสิเป็นของจริง” หากไม่เกิดวิกฤติรอบด้าน ทั้งภัยธรรมชาติ โรคระบาด ข้าวยากหมากแพง ภัยสงคราม ผู้คนก็ยังคงหัวเราะเยาะคำพูดเหล่านี้ต่อไป
สถานการณ์ตอนนี้ของประเทศ อย่าว่าแต่ข้าวปลาเลย แม้แต่อากาศก็จะไม่มีให้หายใจกันแล้ว คำโฆษณาที่ว่า “สดชื่นเหมือนอยู่บนเนินเขา” ดูจะเป็นอดีตไปเสียแล้ว เพราะในหุบเขาเนินเขาที่เคยเป็นที่ให้คนไปฟอกปอดตอนนี้เต็มไปด้วยหมอกควันพิษจากไฟป่า เดือดร้อนถึงพระคุณเจ้าตามวัดตามดอยที่ต้องออกมาสู้รบกับไฟป่าด้วยตนเอง การมุ่งหาเงินหาทอง หาความร่ำรวย หาอำนาจกำลังกลายเป็นเรื่องไร้สาระ เพราะแค่อากาศที่จะหายใจก็จะไม่เพียงพอเสียแล้ว แต่สถานการณ์ที่เลวร้ายขนาดนี้ก็ยังไม่มากพอที่จะทำให้คนถึง จุดเปลี่ยน เปลี่ยนจากมิจฉาทิฐิ มาเป็น สัมมาทิฐิ ได้
ณ ตอนนี้อาจารย์ยักษ์ขอฟันธงว่า มีแต่ ลมหายใจเฮือกสุดท้าย เท่านั้นที่เปลี่ยนผู้คนได้!



