ข่าว

ปฏิวัติดอกมะลิ

ปฏิวัติดอกมะลิ

07 มี.ค. 2554

ปรากฏการณ์ความเปลี่ยนแปลงทางสังคมและการเมืองที่กำลังลุกลามอยู่ในโลกเวลานี้ มีชื่อเรียกว่า “การปฏิวัติดอกมะลิ” หรือ The Jasmine Revolution เนื่องจากการปฏิวัติดังกล่าวเริ่มต้นที่ประเทศตูนิเซีย ซึ่งมีดอกมะลิเป็นดอกไม้ประจำชาติ

 ความเปลี่ยนแปลงในตูนิเซียเริ่มขึ้นอย่างไม่มีใครคาดคิด เมื่อบัณฑิตวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ วัย 26 ปี คนหนึ่ง ซึ่งตกงานและหาเลี้ยงสมาชิกในครอบครัวอีก 8 คน ด้วยการเข็นรถขายผักในเมืองซิด บูซิด  (Sid Bouzid) เมืองเล็กๆ ทางตอนใต้ของตูนิเซีย โดยที่เขาไม่มีใบอนุญาตทำการค้า จึงถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจหญิงคนหนึ่งจับและยึดรถขายผัก ชายหนุ่มคนนี้จึงให้เงินจำนวน 10 ดินาร์ เพื่อไถ่รถคืน แต่ถูกตำรวจหญิงคนนั้นตบหน้าและถ่มน้ำลายใส่หน้า และด่าทอถึงบิดาของเขา ชายผู้เคราะห์ร้ายจึงไปฟ้องร้องต่อองค์การบริหารระดับจังหวัด แต่ไม่ได้รับการใส่ใจ เขาจึงใช้สีสเปรย์เขียนรำพันความคับแค้นใจและด่าตำรวจกับเจ้าหน้าที่รัฐตามที่สาธารณะ ก่อนจะเผาตัวตาย เหตุการณ์ดังกล่าวก่อให้เกิดการชุมนุมประท้วงในเมืองที่เกิดเหตุ และมีการส่งข่าวสารผ่านสังคมออนไลน์ เช่น เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ และยูทูบ ไปยังที่ต่างๆ ทั่วประเทศ จนเกิดการชุมนุมใหญ่ซึ่งนำไปสู่การขับไล่ประธานาธิบดีไซน์อาบีดีน เบน อาลี ซึ่งอยู่ในอำนาจมานาน 23 ปี ออกจากตำแหน่ง

 นอกจากชื่อ “การปฏิวัติดอกมะลิ” แล้ว เหตุการณ์ในตูนิเซียยังมีชื่อที่เรียกขานอีกหลายชื่อ เช่น Sid Bouzid Intifadah หรือการประท้วงการกดขี่ที่เมืองซิด บูซิด รวมทั้งชื่อในภาษาอาหรับซึ่งหมายความถึงการปฏิวัติซึ่งเกิดจากระบบข่าวสารอิเล็กทรอนิกส์ และนับเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิวัติหลากสี (Colour Revolution) ซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 21 เป็นต้นมา โดยในปี 2003 ได้เกิดการประท้วงการเลืองตั้งที่จอร์เจีย เมื่อผู้นำฝ่ายค้านซึ่งตามโพลล์คาดว่าจะชนะการเลือกตั้ง แต่กลับไม่ได้เป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล การประท้วงครั้งนั้นได้ลุกลามไปสู่การปฏิวัติในจอร์เจีย เนื่องจากผู้นำฝ่ายค้านถือดอกกุหลาบในวันที่ขึ้นปราศรัยโจมตีการเลือกตั้ง ทำให้การปฏิวัติในจอร์เจียถูกเรียกในภายหลังว่า “การปฏิวัติดอกกุหลาบ”

 ในปี 2004 เกิดการปฏิวัติในยูเครนในลักษณะเดียวกันกับที่จอร์เจีย แต่คราวนี้ผู้ประท้วงใช้สีส้มเป็นสัญลักษณ์ จึงถูกเรียกว่า “การปฏิวัติสีส้ม” ปี 2505 เกิดการ “ปฏิวัติดอกทิวลิป” หรือ “ปฏิวัติสีชมพู” ที่คีร์กีซสถาน และ “ปฏิวัติซีดาร์” ในเลบานอน กับการประท้วงของกลุ่มสตรีในคูเวต ซึ่งเรียกว่า “การปฏิวัติสีน้ำเงิน” รวมทั้ง “การปฏิวัติสีม่วง” ในอิรัก เพื่อประท้วงการเลือกตั้งที่สหรัฐหนุนหลัง

 ปี 2009 ก็เกิดการ “ปฏิวัติสีเขียว” ในอิหร่าน เพื่อประท้วงการเลือกตั้งทั่วไป

 หากพิจารณาปัจจัยร่วมที่สำคัญของการปฏิวัติหลากสีที่ผ่านมา ก็จะพบว่ามีอยู่ 2 ประการ ได้แก่ปัญหาเกี่ยวกับปากท้อง กับปัญหาเรื่องสิทธิเสรีภาพ

 สำหรับตูนิเซียนั้น จัดว่าเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจดีประเทศหนึ่งในทวีปแอฟริกาและกลุ่มอาหรับ เป็นประเทศที่มีความก้าวหน้าด้านอุตสาหกรรม ได้ชื่อว่าเป็น 1 ใน 8 ของราชสีห์แห่งแอฟริกา และเคยเป็นประเทศอันดับหนึ่งของกาฬทวีปในด้านการแข่งขันทางเศรษฐกิจ ตูนิเซียเป็นประเทศที่ค่อนข้างเสรีและทันสมัย ประชาชนมีการศึกษาสูง แต่ก็เป็นเรื่องที่น่าฉงนว่าเหตุใด การปฏิวัติที่ใช้เวลาเพียง 28 วัน จึงสามารถโค่นล้มผู้นำที่อยู่ในอำนาจมาถึง 23 ปีลงได้

 คำตอบข้อแรกก็คือสภาวะเศรษฐกิจถดถอยของโลกในเวลานี้ได้ส่งผลกระทบต่อตูนิเซียเช่นเดียวกับอีกหลายๆ ประเทศ และสิ่งที่ตามมาก็คือการลดปริมาณการผลิตหรือชั่วโมงการทำงาน การเลิกจ้างงาน จนถึงการปิดกิจการ ซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบต่อคนที่เป็นลูกจ้างโรงงานหรือพนักงานบริษัทห้างร้านโดยตรง คำตอบข้อที่สองคือเรื่องสิทธิเสรีภาพ ซึ่งจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่เมืองซิด บูซิด ก็คงจะพอมองเห็นว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจและข้ารัฐการ ใช้อำนาจข่มเหงรังแกราษฎรตามอำเภอใจ ประชาชนไม่สามารถมีปากเสียงหรือเรียกร้องความยุติธรรมได้

 ซึ่งแน่นอนว่า ปัญหาเรื่องปากท้องและสิทธิเสรีภาพ มิได้มีเฉพาะในตูนิเซียเพียงประเทศเดียว ดังนั้นจึงไม่น่าประหลาดใจที่ “ปฏิวัติดอกมะลิ” ได้แผ่กระจายไปอย่างรวดเร็ว จากตูนิเซีย สู่อียิปต์ ลิเบีย เยเมน และประเทศอื่นๆ ในแอฟริกา อาหรับ และเอเชีย

 และหนทางที่จะแก้ไขหรือป้องกันการ “ปฏิวัติดอกมะลิ” ย่อมไม่ใช่การใช้อำนาจรัฐปราบปรามประชาชน หากแต่จะต้องคลี่เปลาะและคลายปมปัญหาเศรษฐกิจและสิทธิเสรีภาพในประเทศของตนครับ