ข่าว

"ครอบครัววีระเสนอขออภัยโทษ"

"ครอบครัววีระเสนอขออภัยโทษ"

07 มี.ค. 2554

จนถึงขณะนี้ก็ไม่มีก็ยังไม่มีใครสามารถยืนยันได้ว่า "วีระ สมความคิด และน.ส.ราตรี พิพัฒนาไพบูรณ์" 2 ผู้ต้องหาในคดีรุกล้ำแดนและจารกรรมข้อมูลทางทหารของกัมพูชา ที่ยังถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำไปรซอ ประเทศกัมพูชา ได้ทำเรื่อง "ขอพระราชทานอภัยโทษ" หรือ "อุทธรณ์" ต่อ

 ที่ผ่านมาเป็นเพียงข่าวที่ออกมาจาก "ปากคนอื่น" ที่อ้างว่า "วีระ-ราตรี" ให้ "อุทธรณ์คดี" และมีการ "ขอพระราชทานอภัยโทษ"

 "ณฐพร โตประยูร" ที่ปรึกษากฎหมายเครือข่ายประชาชนไทยหัวใจรักชาติ ได้เข้าไปช่วยเหลือ "วีระ-ราตรี" ต่อสู้คดี แต่เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ "คณะกรรมการเครือข่ายประชาชนไทยหัวใจรักชาติ" ได้มีมติให้ "ณฐพร" พ้นจาก "ที่ปรึกษากฎหมายของเครือข่าย" หลังจากออกมาให้สัมภาษณ์กรณีครอบครัวของทั้ง 2 คน ต้องการใช้ช่องทางการขอพระราชทานอภัยโทษแทนการยื่นอุทธรณ์สู้คดี ทำให้ "ณฐพร" ถูกมองว่าเป็นสายลับของรัฐบาล

 "ณฐพร" เล่าความเคลื่อนไหวของ "ครอบครัววีระ" ก่อนจะถูกกล่าวหาว่าเป็น "สายลับของรัฐบาล" และทำให้ "ครอบครัววีระ" ไม่ยื่นอุทธรณ์สู้คดีว่า คืนวันที่ 10 กุมภาพันธ์ ปรีชา สมความคิด น้องชายวีระ ได้โทรศัพท์มาหา เพื่อชวนไปพบนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หลังจากทำจดหมายเปิดผนึกถึงนายกฯ และนายกฯ ตอบให้พบวันที่ 11 กุมภาพันธ์ ที่รัฐสภา การเข้าพบนายกรัฐมนตรี และพนิช วิกฤติเศรษฐ์ ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ที่ได้รับการปล่อยตัวมาก่อนหน้านี้ เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางการให้ความช่วยเหลือวีระ-ราตรี

  ต่อมาวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ครอบครัว "วีระ" ได้เดินทางเข้าเยี่ยมวีระและราตรี ที่เรือนจำไปรซอ หลังจากเดินทางกลับทางครอบครัววีระได้โทรศัพท์มาหา "ณฐพร" และนัดหมายพูดคุยเกี่ยวกับการช่วยเหลือ "วีระ-ราตรี" จึงเดินทางไปที่บ้านวีระ

 "ณฐพร" ยืนยันว่า ครอบครัววีระเสนอแนวทางขอพระราชทานอภัยโทษ แต่เป็นการคุยกันด้วยวาจา จึงขอให้ครอบครัววีระส่งรายละเอียดหลังจากเข้าพบวีระ และแนวทางที่ครอบครัวจะดำเนินการมาให้ทางอีเมล

 ซึ่งรายละเอียดในอีเมลระบุว่า "ทางครอบครัวได้ให้ทนายความทางกัมพูชาทำเรื่องถอนการอุทธรณ์ และครอบครัวออกหนังสือขอให้ทางสถานทูตทำเรื่องขอพระราชทานอภัยโทษ โดยทางสถานทูตทำหนังสือขอพระราชทานอภัยโทษ โดยจะยื่นเรื่องหลังจากที่คำพิพากษาออกมาแล้ว 30 วัน เพราะถือว่าคดีถึงที่สุดแล้ว โดยมีขั้นตอน คือ เมื่อทนายร่างหนังสือเสร็จ สถานทูตเป็นผู้แปลเป็นภาษาไทย โดยให้ทางครอบครัวตรวจความถูกต้อง เมื่อสมบูรณ์แล้วทางสถานทูตจะนำส่งหนังสือไปยังกระทรวงต่างประเทศกัมพูชา จากนั้นกระทรวงต่างประเทศกัมพูชานำส่งต่อไปยังกระทรวงยุติธรรม เพื่อต่อไปยังสำนักงานนายกรัฐมนตรี ให้นายกฯฮุน เซ็น รับทราบ เพื่อส่งต่อไปยังสำนักพระราชวัง รอการพิจารณาอภัยโทษ" "ณฐพร" ชี้แจงรายละเอียดในเมลที่เลขาฯวีระส่งมาให้ฟัง เพื่อยืนยันความประสงค์ของครอบครัววีระ

 ทั้งนี้ ในเนื้อหายังระบุถึงสุขภาพของคุณแม่ของราตรี ที่ป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย และสุขภาพของคุณแม่ของวีระอีกด้วย

 ข่าว “วีระ-ราตรี” เซ็นขอพระราชทานอภัยโทษ “ณฐพร” ก็รู้ข่าวจากการให้สัมภาษณ์ของ "ชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต" เลขานุการ รมว.ต่างประเทศ จึงโทรศัพท์ไปหาเจ้าหน้าที่สถานทูตที่กรุงพนมเปญ ทางเจ้าหน้าที่สถานทูตก็แจ้งว่า อยากให้เลขาฯนายวีระและครอบครัวเป็นคนแถลงข่าวเรื่องนี้เอง

 “ณฐพร” กล่าวว่า หากจะช่วยวีระกับราตรีต้องร่วมมือกันทุกฝ่าย เราต้องแยกการเมืองออกจากกฎหมาย และแยกข้อขัดแย้งต่างๆ ออกจากกัน จะได้คุยกันว่า ข้อเท็จจริงคืออะไร ทุกวันนี้ขอตำหนิครอบครัววีระ ที่ไม่ยอมออกมาแถลง เพราะเรื่องการขออภัยโทษครอบครัววีระเป็นคนเริ่มต้น แต่ทุกวันนี้ตนถูกตำหนิฝ่ายเดียว

 "แม่คุณวีระเป็นผู้เสนอขอใช้แนวทางการขอพระราชทานอภัยโทษให้คุณวีระ หลังจากไปพบคุณวีระที่เรือนจำ เพราะเห็นสภาพเรือนจำมีทั้งเชื้อโรค กลัวลูกจะเกิดอันตราย คนเป็นแม่ก็ห่วงใยลูกเป็นธรรมดา แม่ก็ถามว่า ถ้าขออภัยโทษกลับมาได้หรือไม่ ก็บอกว่าเป็นไปได้เหมือนกรณีวิศวกรศิวรักษ์ คิดว่าเรื่องนี้แม่คุณวีระคงตัดสินใจมาตั้งแต่ต้นแล้ว แต่ที่คุณแม่วีระไม่ออกมาให้ข่าว เพราะเกรงว่าจะกระทบต่อสิ่งที่ครอบครัวจะดำเนินการ กลัวมีการขัดขวาง แต่ผมคิดว่าครอบครัวควรพูดจะได้ชัดเจนขึ้น เพราะคดีนี้ไม่เป็นความลับ ผมไม่เข้าใจว่าทำไมทุกคนไม่รับความจริง"

 "ณฐพร" เห็นว่า คดีนี้วีระกับราตรีไม่จำเป็นต้องอยู่ในเรือนจำ หากมีช่องทางช่วยเหลือก็ควรทำ เพราะคดีนี้ถ้าร้ององค์กรระหว่างประเทศสามารถทำได้ เนื่องจากจุดที่ 7 คนไทยถูกจับอยู่บนแผ่นดินไทย เพราะจากหลักฐานภาพถ่ายทางอากาศของสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอชซีอาร์) ซึ่งเคยมาขอพื้นที่ของไทยตั้งค่ายผู้อพยพ ระบุว่าพื้นที่เกิดเหตุเป็นบริเวณศูนย์อพยพ อยู่ในเขตประเทศไทยทั้งหมด

 "กองกำลังบูรพามีรายงานเรื่องนี้ทุกขั้นตอน ซึ่งพิสูจน์ได้ว่า พื้นที่ดังกล่าวเป็นดินแดนไทย การจับกุม 7 คนไทยถือเป็นการละเมิดอนุสัญญาเจนีวาฉบับที่ 4 ข้อ 72 ที่ไทย-กัมพูชาเคยเป็นภาคีสนธิสัญญา ที่ระบุว่า หากประเทศใดประเทศหนึ่งจับคนในประเทศนี้ไปโดยที่อยู่ในเขตแดนจะถือเป็นการลักพาตัว"

 เมื่อกัมพูชาทำผิดกฎหมายระหว่างประเทศ "ณฐพร" จึงเห็นว่าองค์กรระหว่างประเทศต้องเป็นผู้ดำเนินการ แต่การทำเอกสารต้องได้รับการรับรองจากทางราชการ การที่เข้าไปวุ่นวายกับทางราชการ เพื่อเดินเรื่องเอกสารเท่านั้น ถ้าทุกอย่างไม่ชะงัก เรื่องนี้คงใกล้เสร็จส่งเรื่องถึงองค์กรระหว่างประเทศแล้ว แต่ขณะนี้ได้หยุดดำเนินการทุกอย่าง

 ส่วนแนวทางการช่วยเหลือ “วีระ-ราตรี” หลังจากขอพระราชทานอภัยโทษ “ณฐพร” กล่าวว่า จากนี้เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะเจรจากับนายกฯฮุน เซนโดยตรง เรื่องกติกาต้องจำคุกก่อน 2 ใน 3 ยืนยันว่าไม่จริง เพราะถ้าจริงนายศิวรักษ์ โชติพงษ์ วิศวกรไทย ซึ่งถูกจับข้อหาเหมือนกับวีระ-ราตรีคงไม่ได้ออกจากคุก

 แต่กรณี “วิศวกรศิวรักษ์” พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีความสนิทสนมกับฮุน เซน เป็นการส่วนตัว เป็นผู้ช่วยเหลือ “ณฐพร” กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นหน้าที่ของรัฐบาล ส่วนช่องทางช่วยคน รัฐบาลต้องรู้ คนเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศก็ต้องรู้ว่ามีวิธีไหนที่นำคนไทยกลับมาได้

สมถวิล เทพสวัสดิ์