
จัดงบลับตั้ง2กองพลรื้อระบบแผนพัฒนากองทัพ10ปี
ตอนนี้ไม่ว่า กองทัพ จะกระดิกตัวไปทางไหน ก็มักจะถูกจับตามอง โดยเฉพาะล่าสุดข่าวการขอ งบลับ จำนวน 2,300 ล้านบาท ของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 1 มีนาคม ที่ผ่านมา
เพื่อจัดตั้งกองพลทหารราบที่ 7 (พล.ร.7) จ.เชียงใหม่ และกองพลทหารม้าที่ 3 (พล.ม.3) จ.ขอนแก่น จนกระทั่ง พล.อ.ประวิตร และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ถึงกับออกมาประสานเสียงว่าไม่ได้มีการขอ “งบลับ” จากรัฐบาลเลยแม้แต่บาทเดียว
เพราะงบประมาณที่นำมาใช้ในการจัดตั้งทั้ง 2 กองพล ล้วนแต่เจียดงบประมาณจากกองทัพมาจัดตั้งล้วนๆ และการจัดตั้งทั้ง 2 กองพลก็ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เพราะต้องใช้ระยะเวลายาวนานเกือบ 10 ปี ทั้งเรื่องการเกลี่ยกำลังพลจากกองพลทหารราบที่ 4 (พล.ร.4) เพื่อให้เกิดความสมดุลให้มากที่สุด เพราะการเกลี่ยไม่สมดุลกันจะทำให้เกิดปัญหาช่องว่างในการรักษาอธิปไตยบริเวณพื้นที่ชายแดนไทย-พม่า ที่ขณะนี้กำลังการปฏิบัติงานในพื้นที่ยังไม่มีความทัดเทียมกับประเทศเพื่อนบ้านมากนัก จึงต้องมีการปรับเปลี่ยนให้เกิดความสมดุลกับเพื่อนบ้าน
ดังนั้นการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2555 จึงต้องพิถีพิถันมากที่สุด โดย พล.อ.ประวิตรได้สั่งการให้เหล่าทัพ “รื้อ” ระบบการจัดทำแผนพัฒนากองทัพ 10 ปี ตั้งแต่ปี 2544-2553 ใหม่ทั้งหมด เนื่องจากแผนการพัฒนากองทัพที่มีอยู่ไม่เหมาะสมกับสถานการณ์บ้านเมืองที่มีความเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เมื่อเปรียบเทียบกับกำลังรบของประเทศเพื่อนบ้าน เพราะหากประเมินคร่าวๆ จะพบว่าจีดีพีของแต่ละกองทัพในภูมิภาคอาเซียนสูงกว่า 10-20 หากเทียบกับประเทศไทยไต่ระดับอยู่ที่ 1-2 เท่านั้น
และในปี 2555 พล.อ.ประวิตรจึงถือกฤษ์ให้แต่ละกองทัพเสนอแผนการพัฒนากองทัพในช่วงระยะเวลา 10 ปี ตั้งแต่ปี 2555-2564 มาให้กระทรวงกลาโหม เพื่อจัดทำเป็นแบบ “แพ็กเกจ” เหมือนยุคในอดีตที่ผ่านมา การขับเคลื่อนของ “กองทัพ” ในเวลานี้จึงเป็นที่จับจ้องจากหลายฝ่าย โดยเฉพาะฝ่ายการเมืองที่เป็นฝ่ายตรงข้ามต่างหาหมัดเด็ดมาใช้เพื่อช่องทางเล่นงาน “รัฐบาล-กองทัพ”
และนี่เป็นอีกปัจจัยหนึ่ง ที่เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา พ.ต.ท.สมชาย เพศประเสริฐ ส.ส.นครราชสีมา พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานกรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎร ได้เชิญตัวแทนเหล่าทัพเพื่อขอข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2555 ของกระทรวงกลาโหม
พล.ต.วิภาต วิภาตะศิลปิน ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงบประมาณกระทรวงกลาโหม ได้เป็นตัวแทนเหล่าทัพได้ชี้แจงในรายละเอียดว่า งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2555 ที่กระทรวงกลาโหมได้เสนอขอไปมียอดรวมทั้งสิ้น 247,799,047,600 บาท
แบ่งออกเป็นสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม 10,076,161,700 บาท กรมราชองครักษ์ 709,409,800 บาท กองบัญชาการกองทัพไทย 19,511,398,700 บาท กองทัพบก 120,173,756,900 บาท
กองทัพเรือ 48,606,597,900 บาท กองทัพอากาศ 47,125,945,100 บาท และสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (สทป.) 1,595,777,500 บาท
งบประมาณที่กระทรวงกลาโหมเสนอขอไปในครั้งนี้คิดเป็นร้อยละ 2.13 ของจีดีพี หรือคิดเป็นร้อยละ 11.01 ของงบประมาณทั้งหมด เมื่อเปรียบเทียบกับงบประมาณปี 2554 พบว่ามียอดสูงกว่า 79,297 ล้านบาทเศษ หรือสูงกว่าร้อยละ 47.06
สำหรับงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2555 ทางกระทรวงกลาโหมได้จัดสรรงบประมาณในการปฏิบัติภารกิจภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ และเป้าหมายให้บริการ โดยรวม 6 ยุทธศาสตร์
ยุทธศาสตร์ที่ 1 เรื่องการพิทักษ์รักษา และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ เพื่อให้สถาบันพระมหากษัตริย์มีความปลอดภัยสูงสุด และได้รับการเทิดทูนอย่างสมพระเกียรติ โดยมีการเสนอของบประมาณ 2,158 ล้านบาทเศษ หรือคิดเป็นร้อยละ 0.87 ของวงเงินงบประมาณ
ยุทธศาสตร์ที่ 2 เรื่องการป้องกันประเทศ เพื่อต้องการให้ประเทศมีความมั่นคงปลอดภัยจากภัยคุกคามทางทหาร โดยมีการเสนอของบประมาณ 233,861 ล้านบาทเศษ หรือคิดเป็นร้อยละ 94.38 ของวงเงินงบประมาณ
ยุทธศาสตร์ที่ 3 เรื่องการรักษาความมั่นคงของรัฐ เพื่อให้สถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มีแนวโน้มที่ดีขึ้น เสนอของบประมาณ 6,174 ล้านบาทเศษ หรือคิดเป็นร้อยละ 2.49 ของวงเงินงบประมาณ
ยุทธศาสตร์ที่ 4 เรื่องการสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคงกับต่างประเทศ เพื่อให้ความสัมพันธ์ทางทหารที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน มิตรประเทศ และสหประชาชาติ เสนอของบประมาณ 1,876 ล้านบาทเศษ หรือคิดเป็นร้อยละ 0.76 ของวงเงินประมาณ
ยุทธศาสตร์ที่ 5 เรื่องการพัฒนาประเทศ เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ดำเนินการของกระทรวงกลาโหมมีความเป็นอยู่ที่ดี โดยเสนอของบประมาณ 3,302 ล้านบาทเศษ หรือคิดเป็นร้อยละ 1.33 ของวงเงินงบประมาณ
ยุทธศาสตร์ที่ 6 เรื่องการสนับสนุนงานอื่นๆ ที่สำคัญของชาติ เพื่อให้งานอื่นที่สำคัญของชาติที่กระทรวงกลาโหมให้การสนับสนุนบรรลุผลสำเร็จตามที่กำหนดไว้ เสนอของบประมาณ 424 ล้านบาทเศษ หรือคิดเป็นร้อยละ 0.17 ของวงเงินงบประมาณ
ทีมข่าวความมั่นคง



