ข่าว

มาร์คเชื่อปัญหาน้ำมันปาล์มจะจบระยะอันใกล้

มาร์คเชื่อปัญหาน้ำมันปาล์มจะจบระยะอันใกล้

06 มี.ค. 2554

"นายกฯ"เชื่อปัญหาน้ำมันปาล์มจะจบในระยะเวลาอันใกล้นี้ พร้อมยันปัญหาน้ำทรายจะไม่ขาดตลาดอย่างแน่นอน รมว.อุตสาหกรรม จี้หน่วยงานรัฐในพื้นที่ชายแดนไทย-พม่า ควบคุมน้ำตาลส่งออกพม่า ชาวพม่านับ 1,000 คน หลั่งไหลข้ามมาซื้อสินค้าในอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก หลังจากเก็บเ

(6มี.ค.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ"เชื่อมั่นประเทศกับนายกฯอภิสิทธิ์" กล่าวถึงกรณีปัญหาข้าวของแพง ว่า ปัญหาเรื่องนี้่ถือว่าเป็นปัญหาที่ตนยังได้รับการร้องเรียนเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปัญหาสินค้าแพงนี้ถือว่าเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในทุกประเทศทั่วโลก สาเหตุหนึ่งมาจากเรื่องของต้นทุนได้มีการปรับตัวอย่างต่อเนื่องอยู่ตลอดเวลา อย่างไรก็ตามปัญหาเรื่องนี้รัฐบาลได้พยายามที่มีการติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะปัญหาน้ำมันปาล์มที่เกิดปัญหาการขาดแคลน และมีการปรับราคาสูงขึ้น ซึ่งปัญหาเรื่องนี้รัฐบาลได้พยายามเร่งแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยได้มีการน้ำมันปาล์มที่จะนำไปผลิตในกลุ่มพลังงาน รวมทั้งการนำเข้าได้นำมาชดเชยในปัญหาความขาดแคลนที่เกิดขึ้นนี้

 นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า จากความพยายามการแก้ไขปัญหาของรัฐบาล โดยพยายามเร่งรัดให้น้ำมันพืชที่กำลังขาดแคลนให้ลงไปถึงมือประชาชนให้เร็วที่สุด โดยน้ำมันปาล์มฝาสีชมพู ที่รัฐบาลพยายามกระจายสินค้าลงไปให้ถึงประชาชนอย่างทั่วถึง แต่สิ่งหนึ่งที่เรายังพบเห็นพฤติกรรมอย่างหนึ่งของประชาชน คือ มีประชาชนบาส่วนได้เกิดความตื่นตระหนก และอาจจะมีความวิตกกังวล จึงได้ซื้อสินค้าไปเก็บเอาไว้ รวมทั้งซื้อเอาไปขายต่อ ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นตรงนี้อาจจะทำให้เกิดปัญหาการขาดแคลนเกิดขึ้นได้อีก ดังนั้นตนจึงอยากจะขอความร่วมมือไปยังประชาชนว่าการที่ร้องเรียนเข้ามาพื้นที่ของตนเองยังไม่มีน้ำมันปาล์มจำหน่าย หรือมีจำหน่ายก็ยังมีจำนวนไม่เพียงพอ ซึ่งตนก็พยายามกำชับ และเร่งรัดให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ดังนั้นตนมีความมั่นใจว่าปัญหาที่้เกิดขึ้นนี้จะคลี่คลายภายในเร็วๆนี้

 นายกฯ กล่าวถึงกระแสข่าวการขาดแคลนน้ำตาลทราย ว่า ตนของยืนยันว่าการขาดแคลนน้ำมันไม่มี เพราะผลผลิตอ้อยและระดับความหวานในปีนี้ หรือปีที่ผ่านมาไม่มีปัญหาใดๆ แต่ปัญหามีเพียงอย่างเดียว คือ รคาคาจำหน่ายน้ำทรายของประเทสไทยมีการควบคุมราคา ซึ่งราคาน้ำทรายของเรามีราคาต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านและมีราคาถูกกว่าราคาตลาดโลก ดังนั้นจึงมีการแอบลักลอบนำไปจำหน่ายยังต่างประเทศ ปัญหาตรงนี้กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงพาณิชย์ได้จะเข้ามาควบคุมดูแล ดังนั้นปัญหาเรื่องน้ำตาลทรายขาดแคลนจะไม่มีเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

"พงศพัศ"ร่วมก.พาณิชย์ ตรวจตลาดน้ำมันปาล์ม

 เมื่อเวลา 10.30 น. พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ ที่ปรึกษา ( สบ 10 ) นายวิชัย โภชนกิจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ พร้อมเจ้าหน้าที่จากกระทรวงพาณิชย์ และเจ้าหน้าที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค(บก.ปคบ.)มีการประชุมเกี่ยวกับปัญหาน้ำมันปาล์มขาดตลาดและขายเกินราคา ก่อนนำผู้สื่อข่าวลงพื้นที่สำรวจตลาดสดห้วยขวาง

 พล.ต.อ.พงศพัศ ได้นำเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบร้านสะดวกซื้อ 7-11 สาขาห้วยขวาง 5 ที่ชั้นวางน้ำมันปาล์ม ซึ่งเหลือจำนวนน้อย มีป้ายราคาติดไว้ ราคา 47 บาท โดยพนักงาน กล่าวว่า สินค้าในสต๊อกหมดแล้วแต่จะมีนำมาส่งทุกวัน โดยไม่จำกัดจำนวนการซื้อ หลังจากนั้นได้ออกมาสอบถาม น.ส.นิภา ณ เจริญ อายุ 51 ปี แม่ค้าขายขนมฝักบัว

 ด้านหน้าร้านสะดวกซื้อ กล่าวว่า เมื่อหลายเดือนก่อนต้องแบกรับภาระราคาน้ำมันปาล์มที่สูงถึงขวดละ 80 บาท แต่ปัจจุบันสามารถหาซื้อได้ขวดละ 47 บาท ตามร้านค้าทั่วไป อยากขอบคุณผู้ที่เกี่ยวข้องคอยดูแลราคาน้ำมันไม่ให้สูงมากกว่านี้ เพราะหากน้ำมันปาล์มยังขาดตลาดและมีราคาแพง ตนคงต้องหยุดขายเพราะขาดทุน ต่อมาได้เข้าสำรวจตลาดสดห้วยขวาง โดยผู้ค้าส่วนใหญ่ได้นำน้ำมันปาล์มมาวางจำหน่ายบริเวณหน้าร้าน และติดป้ายราคาจำหน่ายต่อลิตร 47 บาท อย่างชัดเจน

 พล.ต.อ.พงศพัศ กล่าวว่า เจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องได้ดูแลผู้บริโภคน้ำมันปาล์ม จากการสอบถามราคารับซื้อจากพ่อค้าคนกลางต้นทุนขวดละ 45 – 46 บาท จึงขอความร่วมมือร้านค้าให้จำหน่ายขวดละ 47 บาท นอกจากนี้ยังหาซื้อน้ำมันปาล์มได้ที่ร้านสะดวกซื้อทุกสาขาได้ในจำนวนมาก โดยหากมีประชาชนได้รับความเดือดร้อนจากราคาน้ำมันสามารถร้องเรียนมาที่ บก.ปคบ. สายด่วน 1135 ได้ตลอดเวลา

ชัยวุฒิจี้หน่วยงานรัฐในพื้นที่ควบคุมน้ำตาลส่งออกพม่า

 นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รมว.อุตสาหกรรม พร้อมด้วยคณะได้เดินทางไปที่ด่านศุลกากรแม่สอด จ.ตาก โดยมี นายวุฒิ สิทธิสุราษฎร์ รองผวจ.ตาก และนายพงศ์เทพ บัวทรัพย์ นายด่านศุลกากรแม่สอด และผู้แทนหน่วยราชการต่างๆในพื้นที่ให้การต้อนรับ หลังจากนั้นนายพงศ์เทพ ได้บรรยายสรุปเกี่ยวกับสถานการณ์การค้าชายแดนไทย-พม่า ด้าน อ.แม่สอด ว่า การขนส่งสินค้าเข้า- ออกในพื้นที่ชายแดน อ.แม่สอด มีทั้งหมด 22 คลังสินค้า และ บริเวณด่านพรมแดนไทย-พม่า หรือเชิงสะพานมิตรภาพไทย-พม่า อีก 1 แห่ง แต่เนื่องจากทางการพม่าได้ปิดด่านพรมแดน จึงมีการส่งออก นำเข้าสินค้าบริเวณท่าขนส่งสินค้าผ่านคลังสินค้า 22 แห่ง ตั้งแต่ด้านเหนือ และด้านใต้จังหวัดเมียวดี

 นายพงศ์เทพกล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 5 เดือนที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน หรือ เดือนกุมภาพันธ์ ไทยส่งออกสินค้าไปพม่าคิดเป็นมูลค่า 5,441.614 ล้านบาท เมื่อเทียบกับมูลค่าส่งออกในช่วงเวลาเดียวกันของปี 2553 มีมูลค่ามากถึง 12,563.161 ล้านบาทบาท ลดลงไปร้อยละ 56.686 ส่วนกรณีการส่งออกน้ำตาลทราย เมื่อปี 2553 มีผู้ส่งน้ำตาลทรายออก จำนวน 510 ตัน มูลค่ากว่า 10 ล้านบาท และปี  2554 จนถึงเดือนมีนาคมนี้ จำนวน 780 ตัน คิดเป็นมูลค่า กว่า 17 ล้านบาท และยังมีน้ำตาลทรายผ่านประเทศ (ถ่ายลำ ) 150 ตัน มูลค่า 3,464,695.82 บาท

 ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ด่านศุลกากร และหน่วยงานทหารในพื้นที่ร่วมกันจับกุมการลักลอบส่งออกน้ำตาลทรายไปยังประเทศพม่าที่บริเวณท่าขนส่งสินค้าต่างๆ ทั้งหมด 8 คดี ทั้งหมด 135 กระสอบ น้ำหนัก 6,750 กิโลกรัม มูลค่า 148,500 บาท ส่วนน้ำมันปาล์มนั้น มีการส่งออกแบบสินค้าถ่ายลำ

 นายชัยวุฒิ กล่าวว่า ขณะนี้กระทรวงอุตสาหกรรมได้ดูแลรับผิดชอบการผลิตน้ำตาลทราย โดยได้ผลิตน้ำตาลทรายเพิ่มจากเดิมอีก 14% ตามโควตา ก. ที่ผลิตเพื่อใช้ในประเทศเมื่อปี 2553 จำนวน 22 ล้านกระสอบ ซึ่งได้เพิ่มขึ้นมาเป็น 25 ล้านกระสอบ และที่เหลือเป็นโควตา ค.ที่จะส่งออกต่างประเทศ โดยเฉพาะในปี 2554 นี้น่าจะผลิตได้มากกว่าที่คาดการณ์ไว้อีก 10 ล้านกระสอบ ซึ่งอาจจะเพิ่มในโควตา ก. เป็น 35 ล้านกระสอบ อันจะพอเพียงกับการใช้ในประเทศทั้งการบริโภคและการผลิตอาหารในประเทศ เท่ากับว่าคนในประเทศจะต้องกินน้ำตาลทุกคนๆละ 38 กก.ต่อปี ในจำนวน 60 ล้านคน เมื่อน้ำตาลทรายเราผลิตพอแล้วก็ต้องระวังการลักลอบส่งออก

 สำหรับสาเหตุที่มีการลักลอบส่งออกเพราะน้ำตาลในต่างประเทศ ทั้งพม่า กัมพูชา ลาวและวียดนาม  มีราคาแพงกว่าในไทยหลายเท่าตัว ยกเว้นที่มาเลเซียเท่านั้นที่ราคาอยู่ในระดับเดียวกับของไทย จึงทำให้มีการพยายามจะลักลอบส่งออกไปขาย ซึ่งเท่าที่ทราบมานั้นในตลาดพม่าที่ชายแดนจังหวัดเมียวดี ราคา กก.ละ 30 บาทขึ้นไป และหากในกรุงร่างกุ้ง จะมีราคาสูงถึง 46 บาท ต่อ กก.รวมถึงที่เมืองมะละแหม่ง ด้วย สิ่งที่ต้องเฝ้าระวังอีกประการคือกองทัพมด ที่จะใช้วิธีขนที่ละน้อยๆ แต่เมื่อปริมาณคนจำนวนมากก็จะเป็นจำนวนมาก จึงต้องร่วมมือกันอย่างจริงจัง

ชาวพม่านับพันหลั่งไหลข้ามมาซื้อสินค้าในแม่สอด

 ชาวพม่าจากจังหวัดเมียวดี และพื้นที่ใกล้เคียง ตรงข้าม อ.แม่สอด จ.ตาก ได้โดยสารเรือหางยาวเข้ามายังฝั่งไทยที่บริเวณบ้านห้วยม่วงมากกว่าที่ทุกครั้งที่ผ่านมา หลังจากที่ทางการพม่าปิดด่านพรมแดนไทย-พม่า ด้านตรงข้าม อ.แม่สอด จ.ตาก ตั้งแต่วันที่ 18 กรกฎาคม 2553 เป็นต้นมา ซึ่งการเดินทางเข้ามาครั้งนี้ของชาวพม่ามีมากกว่า 1,000 คน แทบจะเท่ากับในช่วงที่เปิดด่านในส่วนของท่าขนส่งสินค้า ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ทางการพม่าเริ่มผ่อนปรนมากขึ้น ทำให้ชาวพม่ากล้าข้ามไปมาซื้อสินค้าที่ อ.แม่สอด แม้ว่าจะมีกฎเหล็กในช่วงปิดด่านพรมแดนไม่ให้ชาวไทย และชาวพม่าข้ามไปมาก็ตาม ขณะที่ผู้ดูแลขนส่งสินค้าบอกว่า ปริมาณคนพม่าที่เข้ามาตามท่าข้ามเริ่มเข้าสู้ภาวะปกติแล้ว

 นายบรรพต ก่อเกียรติเจริญ ประธานหอการค้าจังหวัดตาก กล่าวว่า แม้มีชาวพม่าเข้าออกชายแดนมากขึ้น แต่สินค้าไทยยังเข้าไปฝั่งพม่านั้นยังน้อยมาก ซึ่งขณะนี้ยอดส่งออกสินค้าอยู่ที่เดือนละราว 800 ล้านบาท จากเดิมในช่วงเปิดด่านพรมแดน เดือนละ 2,000 ล้านบาท