
เผยเตรียมถกกกต.กำหนดวันเลือกตั้ง
"นายกฯ"เผยเตรียมถก"กกต."กำหนดวันเลือกตั้ง พร้อมขอบคุณสภาผู้แทนฯช่วยดันงบกลางปีผ่านสภา อ้อนคนบางเขน หนุนตั้งสวัสดิการชุมชน เตรียมจัดระเบียบแผงค้าเพิ่มอีก 500 จุดก่อนปลายปี ด้านเสื้อแดงโผล่โห่ชูตีนตบไล่ เอแบคโพลล์ เผยผลสำรวจ"ประชาธิปไตย และการชุมนุมประท้
(6มี.ค.)นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ"เชื่อมั่นประเทศกับนายกฯอภิสิทธิ์" กล่าวแสดงความขอบคุณสภาผู้แทนราษฎร ที่ช่วยผลักดันผ่านงบประมาณเพิ่มเติมงบประมาณประจำปี 2554 ซึ่งงบประมาณดังกล่าวเป็นงบประมาณที่จะนำไปใช้หนี้่ และเงินอีกส่วนหนึ่งเป็นสงเคราะห์ผู้พิการ รวมทั้งนำเงินอีกส่วนหนึ่งไปฟื้นฟูบูรณะซ่อมสาธารณูปโภคต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วม
อย่างไรก็ตามตนขอความร่วมมือไปยังวุฒิสภาที่จะช่วยผลักดันงบประมาณในส่วนนี้ที่จะนำเข้าพิจารณาในสัปดาห์หน้านี้ ส่วนในสัปดาห์ต่อไปก็จะเป็นการอภิปรายไม่วางใจรัฐบ ลของฝ่ายค้าน และในสัปดาห์หน้าเมื่อรัฐธรรมนูญที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงลงพระปรมาภิโธยแล้ว ตนก็จะเดินทางไปหารือร่วมกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง เพื่อสอบถามเตรียมการเปลี่ยนแปลงระบบการเลือกตั้งจะมีความพร้อมอย่างไร และต้องใช้เวลานานในการดำเนินการมากน้อยแค่ไหน ซึ่งตนจะได้สามารถที่กำหนดระยะเวลาที่จะยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่
อ้อนคนบางเขนหนุนตั้งสวัสดิการชุมชน
เมื่อเวลา 10.30 น . ที่โรงเรียนไทยนิยมสงเคราะห์ บางเขน นายอภิสิทธิ์ ได้เดินทางไปกล่าวปฐกถาเรื่อง “ เครือข่ายชุมชนเข้มแข็งกับการพัฒนาบางเขน ” ตอนหนึ่งว่า ในการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว ก่อนที่พรรคประชาธิปัตย์จะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้มีนโยบายหาเสียงที่เป็นวาระประชาชนหลายเรื่อง อาทิ นโยบายสมทบเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ นโยบายอาสาสมัครสาธารณสุขชุมชน ( อสม .) ที่มีเบี้ยงเลี้ยงให้ นโยบายเรียนฟรี 15 ปี ซึ่งเมื่อได้เป็นรัฐบาล ก็ได้เดินหน้าทำตามนโยบายที่เคยประกาศไว้ทุกประการ พร้อมกันนั้นยังเดินหน้าพัฒนาคุณภาพ ยกระดับชีวิตของประชาชนในด้านต่างๆ โดยเฉพาะการสนับสนุนให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนตัวเองตามความต้องการผ่านการจัดตั้ง “ กองทุนสวัสดิการชุมชน ”
นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ประเด็นหนึ่งในนโยบายประชาภิวัฒน์ 9 ข้อ ที่รัฐบาลให้ความสำคัญมาก คือการลดจำนวนอาชญากรรมให้ได้ 20% ซึ่งจากรายงานได้รับข้อมูลว่าสามารถลดได้จริงๆ มีการประสานงานให้ตำรวจใกล้ชิดประชาชนมากขึ้น รวมถึงประสานงานกับกรุงเทพมหานครเพื่อดูแลเรื่องไฟส่องสว่าง การติดตั้งกล้องวงจรปิดตามจุดสุ่มเสี่ยงต่อการเกิดอาชญากรรม เช่นเดียวกับการให้ความสำคัญกับเรื่องเศรษฐกิจ ปัญหาปากท้องจากข้าวของแพง การจัดพื้นที่ค้าขายอำนวยความสะดวกแก่บรรดาพ่อค้าซึ่งได้ดำเนินการไปแล้ว 280 จุด ทั่วกรุงเทพฯ และจะเพิ่มอีก 500 จุด ให้แล้วเสร็จภายในปลายปีนี้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่นายกรัฐมนตรีได้ปาฐกถาอยู่นั้น กลุ่มคนเสื้อแดงประมาณ 20 คน ที่ดักรอขบวนนายกฯ อยู่หน้าโลตัส หลักสี่ ได้เคลื่อนขบวนมาหน้าโรงเรียน โดยทั้งหมดต่างถือตีนตบโห่ไล่ ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ตำรวจสน . บางเขน
โพลล์ระบุร้อยละ85.7ม็อบเป็นเรื่องผลประโยชน์
ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลวิจัยเชิงสำรวจ เรื่อง ประชาธิปไตย และการชุมนุมประท้วงทางการเมือง กับการปฏิบัติหน้าที่ควบคุมฝูงชนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไป ในพื้นที่เขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จำนวนทั้งสิ้น 2,167 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการในระหว่างวันที่ 4-5 มีนาคม 2554 ผลการสำรวจพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่หรือเกินกว่าร้อยละ 90 ติดตามข่าวการเมืองผ่านสื่อมวลชน ในรอบ 30 วันที่ผ่านมา
เมื่อถามถึง สาเหตุของการชุมนุมประท้วงของกลุ่มการเมืองต่างๆ พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 72.1 ระบุเป็นเพราะความผิดพลาดในการทำงานของรัฐบาล ในขณะที่ร้อยละ 27.9 ระบุไม่ใช่ อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 85.7 เช่นกัน ระบุว่า สาเหตุสำคัญอีกประการหนึ่งที่ทำให้เกิดการชุมนุมประท้วงของกลุ่มการเมืองต่างๆ คือ เรื่องผลประโยชน์ การแย่งชิงอำนาจ ต่อรองแลกเปลี่ยนต่างๆ
ที่น่าพิจารณาอย่างยิ่งคือ เมื่อสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับการปฏิบัติของแกนนำผู้ชุมนุมประท้วง ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่หรือร้อยละ 63.2 คาดหวังให้กลุ่มผู้ชุมนุมทำไปตามระบอบประชาธิปไตย มีแค่เพียงร้อยละ 21.8 เท่านั้นที่เห็นจริงว่า กลุ่มผู้ชุมนุมได้ทำตามระบอบประชาธิปไตย นอกจากนี้ ผลสำรวจยังพบว่า ทุกตัวชี้วัดเรื่องการชุมนุมประท้วงของกลุ่มการเมือง กับการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่รัฐ ที่ประชาชนคาดหวังต่อการชุมนุมในเชิงสร้างสรรค์ สูง แต่พบเห็นการปฏิบัติจริงต่ำกว่าความคาดหวัง ได้แก่ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 60.0 คาดหวังว่า กลุ่มผู้ชุมนุมมีอุดมการณ์ทำเพื่อประเทศชาติ แต่เพียง ร้อยละ 19.4 เท่านั้นที่เห็นว่าเป็นไปตามความคาดหวังจริงๆ
เช่นเดียวกันประเด็นสำคัญอื่นๆ เช่น กลุ่มผู้ชุมนุมไม่สร้างความเสียหายต่อประเทศ (คาดหวัง 61.1 เห็นจริง 20.6) แกนนำผู้ชุมนุมมีความรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น (คาดหวัง 57.9 เห็นจริง 17.9) กลุ่มผู้ชุมนุมไม่ใช้ความรุนแรง (คาดหวัง 62.4 เห็นจริง 23.2) ควบคุมให้การชุมนุมเป็นไปอย่างสงบเรียบร้อย (คาดหวัง 58.9 เห็นจริง 20.5) และการชุมนุมเป็นไปอย่างสร้างสรรค์ เป็นประโยชน์ต่อสังคมประชาธิปไตย (คาดหวัง 56.1 เห็นจริง 18.8) ซึ่งพบว่า เป็นความคาดหวังของคนไทยส่วนใหญ่ที่ถูกศึกษาครั้งนี้ แต่ผลสำรวจกลับพบว่า ประชาชนส่วนน้อยที่พบเห็นจริงเป็นไปตามความคาดหวัง (ดูรายละเอียดในตารางประกอบ)
นอกจากนี้ เมื่อถามถึงความคาดหวังต่อการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการดูแลกลุ่มผู้ชุมนุม ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ผลสำรวจพบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 67.7 คาดหวังว่า ตำรวจทำหน้าที่อำนวยความสะดวกได้ดีให้แก่กลุ่มประชาชนอื่นที่ไม่ได้ชุมนุมประท้วงด้วยให้ใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข แต่เพียงร้อยละ 30.4 ที่พบเห็นจริง นอกจากนี้ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 63.1 คาดหวัง ตำรวจมีจำนวนเพียงพอในการออกตรวจตราความปลอดภัยในแหล่งชุมนุมต่างๆ ของประชาชนที่ไม่ได้ร่วมชุมนุม แต่เพียงร้อยละ 25.9 พบเห็นจริงตามความคาดหวัง
ที่น่าเป็นห่วงคือ ความคาดหวังและพบเห็นจริงในการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ตำรวจในช่วงการชุมนุมประท้วงของกลุ่มการเมืองต่างๆ พบประเด็นสำคัญอื่นๆ คือ ความรับผิดชอบของตำรวจ เมื่อเกิดความสูญเสียต่อชีวิตและความปลอดภัยของกลุ่มผู้ชุมนุม (คาดหวัง 63.6 เห็นจริง 26.5) หน่วยงานภาครัฐต่างๆ มีการเชื่อมประสานงานกันอย่างดีในการดูแลความปลอดภัยของประชาชนที่ไม่เกี่ยวกับ การชุมนุม (คาดหวัง 64.8 เห็นจริง 28.2) ตำรวจมีเครื่องมืออุปกรณ์ทันสมัยเหมาะสมกับการควบคุมดูแลกลุ่มผู้ชุมนุมได้อย่างมีประสิทธิภาพ (คาดหวัง 65.5 เห็นจริง 32.8)
เมื่อถามถึงความพึงพอใจต่อการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจในการดูแลสถานการณ์การชุมนุมประท้วงของกลุ่มต่างๆ พบว่า ร้อยละ 51.3 พอใจมากถึงมากที่สุด ร้อยละ 28.5 พอใจระดับปานกลาง และร้อยละ 20.2 พอใจน้อยถึงไม่พอใจเลย ส่วนความรู้สึกเห็นใจตำรวจ พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 65.5 รู้สึกเห็นใจมากถึงมากที่สุด ร้อยละ 21.0 ระบุปานกลาง และร้อยละ 13.5 ที่เห็นใจน้อยถึงไม่มีเลย
ที่น่าพิจารณาคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 80.5 เห็นด้วยกับการมีกฎหมายเกี่ยวกับการชุมนุมประท้วงขึ้นมาเป็นการเฉพาะ และส่วนใหญ่หรือร้อยละ 85.8 เห็นด้วยที่รัฐบาลและกลไกของหน่วยงานต่างๆ ของรัฐต้องเร่งปฏิรูปเปลี่ยนแปลงเพื่อสามารถรองรับปัญหาต่างๆ เพื่อป้องกันการชุมนุมประท้วงในอนาคต และส่วนใหญ่เช่นกัน หรือร้อยละ 78.5 เห็นด้วยกับความจำเป็นที่ต้องมีหน่วยงานและเจ้าหน้าที่ของรัฐในการแก้ปัญหาการชุมนุมประท้วงโดยตรง ไม่ต้องใช้กำลังเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานดูแลความปลอดภัยของประชาชนในชีวิตประจำวัน
ผอ.เอแบคโพลล์ กล่าวว่า เป็นความสำเร็จของแกนนำผู้ชุมนุมกลุ่มการเมืองต่างๆ ที่สามารถนำประชาชนจำนวนมากออกมาแสดงพลังได้ในที่สาธารณะตามระบอบประชาธิปไตย ส่งผลทำให้แกนนำผู้ชุมนุมกลายเป็นกลุ่มผู้มีอำนาจขึ้นมาได้ในการเจรจาต่อรองต่างๆ กับรัฐบาล และถ้ากลุ่มแกนนำผู้ชุมนุมทำให้การเรียกร้องต่างๆ ไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมจับต้องได้เช่น ลดปัญหาทุจริตคอรัปชั่น ลดความไม่เป็นธรรมในสังคม และทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศเข้มแข็งในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลและเจ้าหน้าที่รัฐตามหลักธรรมาภิบาล ผลที่ตามมาคือการปกครองแบบประชาธิปไตยก็จะมั่นคงเข้มแข็งตามไปด้วย
“แต่ถ้าการชุมนุมประท้วงนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงรัฐบาลเพียงอย่างเดียว ก็จะกลายเป็นเพียงการหมุนเวียนเปลี่ยนสลับกันขึ้นมามีอำนาจที่นำไปสู่ “วังวน” ของปัญหาเหมือนเดิม ๆ กลุ่มประชาชนผู้มาร่วมชุมนุมก็จะตกเป็นเพียงเครื่องมือของเกมแย่งชิงอำนาจมาจากรัฐบาลชุดปัจจุบัน เจ้าหน้าที่ตำรวจที่มาควบคุมฝูงชนก็จะถูกดึงมาจากการดูแลความปลอดภัยในชีวิตประจำวันของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ สถานการณ์วังวนของปัญหานี้จึงถูกเรียกว่าวังวนของ “อคติแห่งนครา” เพราะรัฐบาลใดๆ ที่ขึ้นมามีอำนาจก็จะต้องตกอยู่ภายใต้แรงกดดันของกลุ่มคนเฉพาะกลุ่มในกรุงเทพมหานครและหัวเมืองใหญ่ของประเทศที่สามารถครอบงำและแทรกแซงการตัดสินใจของรัฐบาล จนทำให้รัฐบาลอยู่ต่อไปไม่ได้ ส่งผลทำให้การชุมนุมประท้วงของกลุ่มการเมืองต่างๆ จะเกิดขึ้นอีกอย่างไม่มีวันจบสิ้น ทางออกคือ ต้องขจัดอคติแห่งนคราออกไป เพื่อประชาธิปไตยที่แท้จริงและยั่งยืน ประชาชนส่วนใหญ่เข้มแข็ง ผลประโยชน์และทรัพยากรของประเทศต้องถูกกระจายไปสู่การครอบครองของประชาชนในชุมชนท้องถิ่นต่างๆ ทั่วประเทศอย่างเป็นธรรม” ดร.นพดล กล่าว
จากการพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่างร้อยละ 46.4 เป็นชาย ร้อยละ 53.6 เป็นหญิง ตัวอย่างร้อยละ 4.1 อายุน้อยกว่า 20 ปี ร้อยละ 20.6 อายุระหว่าง 20-29 ปี ร้อยละ 22.1 อายุระหว่าง 30-39 ปี ร้อยละ 21.9 อายุระหว่าง 40-49 ปี และ ร้อยละ 31.3 อายุ 50 ปีขึ้นไป ตัวอย่างร้อยละ 71.2 สำเร็จการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี ร้อยละ 25.1 สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี และร้อยละ 3.7 สำเร็จการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี ตัวอย่างร้อยละ 19.4 ระบุอาชีพเกษตรกร/รับจ้างทั่วไป ร้อยละ 35.1 ระบุอาชีพค้าขาย/ธุรกิจส่วนตัว ร้อยละ 14.3 ระบุเป็นพนักงานเอกชน ร้อยละ 7.7 ระบุข้าราชการ/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 8.4 ระบุเป็นนักเรียน/นักศึกษา ร้อยละ 11.6 ระบุเป็นแม่บ้าน/พ่อบ้าน/เกษียณอายุ ร้อยละ 3.5 ว่างงาน/ไม่ได้ประกอบอาชีพ



