
แตกแยก-การเมืองภายในจุดอ่อนไทย
10 วันที่ผ่านมา ผมได้เดินทางไปชี้แจงในที่ประชุมคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอสซี) และประชุมร่วมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน 8 ประเทศอย่างไม่เป็นทางการ ที่กรุงจาการ์ตา ถึงปัญหาความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา
ในขณะนี้ ผมได้ย้ำอยู่ 2 ประเด็นว่า ประเด็นแรก ผมไปบอกกับประชาคมชาวโลกว่า รัฐบาลไทย ประเทศไทย สังคมไทย ไม่มีเจตนาร้ายใดๆ ทั้งสิ้นต่อพี่น้องชาวกัมพูชา มุ่งมั่นและมีความปรารถนาด้วยความจริงใจอยากเห็นความเจริญก้าวหน้า ความมั่งคั่ง มั่งมีของกัมพูชา เพราะถ้ากัมพูชามั่งมี มั่งคั่ง ไทยก็จะยิ่งมั่งมี มั่งคั่งด้วย ไม่มีเจตนาใดๆ ที่จะทำร้าย ให้ร้าย มุ่งร้ายใดๆ ทั้งสิ้น และการดำเนินการใดๆ ไม่มีนอกมีใน ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน นี่เป็นประเด็นที่ 1 ที่ได้ไปพูดที่สหประชาชาติ ย้ำแล้วย้ำอีก
ประเด็นที่ 2 ผมบอกว่า ประเทศไทยไม่มีความประสงค์ไปเพิ่มภาระให้สหประชาชาติ ไทยและอาเซียน มีพันธกรณีในการที่จะลดช่องว่าง และมีพันธกรณีในการที่จะให้ความช่วยเหลือให้กัมพูชาอยู่ดีกินดีมีความมั่งคั่ง และจะมีการเชื่อมโยงถนนหนทาง การรถไฟ มีเรื่องที่จะทำมากมาย เพื่อความปกติสุข ความมั่งมี มั่งคั่งของประชาชน
ยุทธศาสตร์การต่างประเทศกับประเทศเพื่อนบ้านในกรอบของทวิภาคีนั้น ไทยต้องการมีความมั่นคงและปลอดภัย มีสันติสุข สันติภาพตลอดแนวเขตแดนตลอด 2,400 กม. ทั้งกัมพูชา พม่า และรวมถึงทางทะเลกับกัมพูชาและเวียดนาม ให้มีแต่ความมั่นคงปลอดภัยและสันติสุข กรอบทวิภาคีกับประเทศเพื่อนบ้านนั้นอีกไม่นานมีการอำนวยความสะดวกว่าด้วยการข้ามเขตแดน พิธีการทางศุลกากร ตม. กักกันพืช การขนส่งสินค้า เรียกว่า ซิงเกิล วินโดว์ ถ้าบรรทุกสินค้าที่สิงคโปร์ พิธีการทางศุลกากรทั้งหมดเบ็ดเสร็จที่สิงคโปร์ที่เดียว ก็วิ่งทะลุมาเลเซีย ทะลุชายแดนไทย ทะลุลาว ทะลุเวียดนาม เข้าไปที่ประเทศจีนได้ ด้วยการตรวจครั้งเดียวที่สิงคโปร์เท่านั้น รวมไปถึงการท่องเที่ยว การเดินทางรถโดยสารก็สะดวกยิ่งขึ้น ในอนาคตยังโยงไปถึงการโอนเงิน การบริการทางด้านอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมดให้สะดวก มีระบบเดียวกัน ใช้ภาษา โค้ดต่างๆ ภาษาเดียวกัน
ยุทธศาสตร์ของประเทศไทยต่อประเทศเพื่อนบ้านนั้น จะเน้นอยู่ 5 ยุทธศาสตร์ คือ 1.เรื่องเขตแดน 2.เรื่องการอำนวยความสะดวกข้ามเขตแดน รวมทั้งการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ 3.เรื่องลดช่องว่างของการพัฒนา 4.การเชื่อมโยง 5.การจัดการบริหารแรงงานต่างๆ ให้เข้ามาอยู่ในระบบ เป็นยุทธศาสตร์ต่อประเทศเพื่อนบ้าน จะเป็นพม่า ลาว กัมพูชา ก็ใช้นโยบายเดียวกัน
การจะดำเนินนโยบายหรือยุทธศาสตร์ให้ได้นั้น ความร่วมมือทางด้านวัฒนธรรมจะเป็นส่วนสำคัญ เช่น กระทรวงต่างประเทศไปทอดกฐินที่วัดในกัมพูชา หรือกระทรวงต่างประเทศร่วมกับกรมประชาสัมพันธ์ จัดคอนเสิร์ตที่กรุงเทพฯ เมื่อไม่นานมานี้ และจะจัดคอนเสิร์ตในกัมพูชา อีกไม่นานกระทรวงต่างประเทศร่วมกับกระทรวงวัฒนธรรมมีกิจกรรมส่งเสริมวัฒนธรรม ความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนต่อประชาชนให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ระหว่างไทยกับกัมพูชา มีประเพณีวัฒนธรรมการเล่นสงกรานต์ การทอดกฐิน การแข่งขันฟุตบอลระหว่างจังหวัดติดกับชายแดนกับจังหวัดของกัมพูชา เป็นเรื่องการส่งเสริมวัฒนธรรมในระดับท้องถิ่นคู่ขนานไปกับการส่งเสริมความร่วมมือทางด้านวัฒนธรรมในระดับรัฐบาลต่อรัฐบาล
การร่วมมือทางด้านสื่อทั้ง 2 ฝ่าย 2 เดือนที่แล้วเชิญสื่อของกัมพูชามาเยี่ยมประเทศไทย การใช้วัฒนธรรมเป็นตัวตั้งก็เพื่อให้ประชาชนมีความรู้สึกที่ใกล้ชิด มีความเหมือนมากกว่าความต่าง เป้าหมายที่จะทำในระดับรัฐบาลและอยากขอความร่วมมือในระดับท้องถิ่น ในระดับจังหวัดด้วย คืออยากให้ความรู้สึกที่ดีระหว่างไทยกับกัมพูชา เน้นที่จุดเหมือนของประเพณีวัฒนธรรมที่ได้รับอิทธิพลมาจากวัฒนธรรม อารยธรรมของฮินดูพุทธเมื่อพันสองพันปีมาแล้ว รากของศาสนา ความเชื่อถือ รากของภาษาที่ใช้ที่มาจากสันสกฤตและบาลี
ความเหมือนระหว่างไทยกับกัมพูชามีมากๆ มากกว่าความต่างระหว่างไทยกับกัมพูชา ไม่อยากให้มีความรู้สึกดูถูกเหยียดหยาม และนี่นำไปสู่การริเริ่มของกระทรวงต่างประเทศที่อยากให้มีการชำระประวัติศาสตร์ หนังสือเรียนประวัติศาสตร์ ถ้ากษัตริย์ของกัมพูชาอยากจะปลดแอกจากสยาม ไทยบอกว่าเขาเป็นกบฏ ในแง่ของกัมพูชาบอกว่านี่คือนักต่อสู้เพื่อเอกราช
เพราะฉะนั้นในหนังสือเรียนประวัติศาสตร์ของไทยและของกัมพูชา ในอนาคตเขียนอย่างไร ด้วยถ้อยคำอย่างไร ด้วยความรู้สึกของความเกลียดชังโกรธแค้นหรือด้วยความเข้าใจกัน หากฝ่ายกัมพูชายังใส่ในหนังสือเรียนว่า อาณาจักรของเขาเมื่อ 700 ปีที่แล้ว เมื่อก่อนมี 47 จังหวัด ตอนนี้อยู่ในประเทศไทย 16 จังหวัด จะมีความรู้สึกคาใจกันอยู่ เพราะว่าก่อนที่จะมีอาณาจักรขอมมีอาณาจักรยูนนาน ไม่จบไม่สิ้นในประวัติศาสตร์ และการขึ้นลงของอารยธรรมของอาณาจักร ของจักรวรรดิ ตามหลักพุทธ ไม่มีความยั่งยืน สิ้นแล้วก็เสื่อมไป
ณ วันนี้เป็นประเทศไทย เป็นประเทศกัมพูชา ก็ต้องว่ากัน ณ วันนี้ และเอาอดีตเอาความเหมือนมาเป็นตัวตั้ง ทั้งในระดับชาติและในระดับท้องถิ่น ไม่ให้มีความเกลียดชัง เยาวชนลาวกับเวียดนาม พม่า ฉันใดก็ฉันนั้น เป็นประเทศกัมพูชา ก็ต้องว่ากัน ณ วันนี้ และเอาอดีตที่ขมขื่นไม่ดี ก็รับทราบไว้ แต่เอาความเหมือนมาเป็นตัวตั้งที่จะส่งเสริมความสัมพันธ์ทั้งในระดับชาติและในระดับท้องถิ่น และเราต้องสอนเยาวชนของเราไม่ให้มีความเกลียดชัง ไม่ให้มีข้อกังขาที่ว่าเยาวชนไทยกับเยาวชนกัมพูชา เยาวชนไทยกับลาว เวียดนาม พม่า ฉันใดก็ฉันนั้น เราต้องพยายามทำอย่างที่เยอรมันกับฝรั่งเศสเขาประสบความสำเร็จมาแล้ว รบราฆ่าฟันกันมา 400-500 ปี จนนำไปสู่สงครามโลก 2 ครั้ง คนเยอรมันล้างเผ่าพันธุ์คนยิวไป 6 ล้านคน แต่ ณ วันนี้ เขาสามารถจับมือกันและอยู่ด้วยกันได้ คนเยอรมันยอมรับยิวได้แล้ว ทำผิดไปแล้วก็จบแล้ว
ประเด็นสุดท้าย ผมได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ในสภา นอกสภาว่า เป็นตัวทำให้ความสัมพันธ์กับประเทศต่างๆ กับประเทศเพื่อนบ้านแย่ลง ขอปฏิเสธว่าไม่มี ผมเดินทางทุก 2 สัปดาห์ ไปประชุมพบรัฐมนตรีต่างประเทศแทบทุกคนทั่วโลกแล้ว จริงๆ ก็ค่อนข้างโหดร้าย ไม่ได้กับตัวเอง แต่กับประเทศไทย สร้างปัญหาให้พวกเรากันเองตลอดเวลา นี่เป็นจุดอ่อนของเราในเรื่องของความแตกแยก และการเมืองภายใน ทำให้อำนาจการต่อรอง และการขับเคลื่อนนโยบายต่างประเทศค่อนข้างยากไปในตัว แต่ไม่เป็นไร นี่เป็นเรื่องของความเป็นประชาธิปไตย
ผมคิดว่า ถ้ารักประเทศชาติกันแล้วก็น่าถนอมกันสักนิด เพราะมีประเด็นปัญหาที่ต้องเสริมสร้างความแข็งแกร่งภายในเพื่อการต่อรองในเวทีระหว่างประเทศ
กษิต ภิรมย์
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ



