
ลูกหนี้ที่รัก
คุณกัลยาณี รุทระกาญจน์ เลขาธิการศูนย์ประสานงานลูกหนี้แห่งชาติ บอกว่า บรรดาลูกหนี้กำลังได้รับความเดือดร้อนอย่างหนักจากปัญหาการตามยึดทรัพย์ของสถาบันการเงิน ที่ลามไปถึงทรัพย์ของคู่สมรส บุตรและผู้ค้ำประกัน
แม้ว่า ตามมาตรา 733 ของ พ.ร.บ.แพ่งและพาณิชย์ จะกำหนดให้สถาบันการเงินสามารถยึดทรัพย์ได้เฉพาะที่เป็นของลูกหนี้เท่านั้น ซึ่งแม้ทรัพย์จะไม่ครอบคลุมเงินต้นและดอกเบี้ย ก็ต้องถือว่าจบ และเจ้าหนี้ไม่มีสิทธิเรียกร้องทรัพย์สินอื่นๆ อีก
แต่ปรากฏว่าปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้ก็คือ ในสัญญาเงินกู้จะมีข้อความเล็กๆ เป็นหมายเหตุเอาไว้ เปิดทางให้เจ้าหนี้มีสิทธิที่จะเรียกร้องในสินทรัพย์อื่นๆ รวมทั้งมีคำพิพากษาของศาลฎีกา พ.ศ.2518 ที่เปิดให้ลูกหนี้ต้องชดใช้เงินที่ยังขาดจากการนำทรัพย์ขายทอดตลาด
เธอบอกว่า หนี้ที่มีปัญหามากคือ “หนี้บัตรเครดิต” ซึ่งจากตัวอย่างที่พบ เช่น มีหนี้จากการซื้อโน้ตบุ๊ก 3 หมื่นบาท แต่ไม่มีเงินจ่าย ก็ถูกฟ้องล้มละลายและต่อเนื่องลุกลามใหญ่โตไปถึงการยึดบ้านราคา 1.8 ล้านบาท
“เจ้าหนี้จะใช้เทคนิคไม่เร่งดำเนินการทวงหนี้ โดยรอให้ดอกเบี้ยทบต้นจนครบ 1 ล้านบาท จากนั้นก็จะฟ้องล้มละลายเพื่อฉวยโอกาสตามยึดทรัพย์ เมื่อกรมบังคับคดีขายทอดตลาดสินทรัพย์ของลูกหนี้ในราคาลดลง 50% สถาบันการเงินก็จะยินยอม แม้ว่าวงเงินไม่คุ้มมูลหนี้ หรือมีส่วนต่าง ก็สามารถติดตามยึดทรัพย์ส่วนอื่นๆ ได้อีก” คุณกัลยาณีบอกไว้แบบนี้
ข่าว “เจ้าหนี้” ตามราวี “ลูกหนี้” ดูเหมือนจะเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้น ซึ่งถ้าพูดอย่างไม่เข้าใครออกใคร ก็ต้องบอกว่า ภาพของ “เจ้าหนี้” ไม่ว่าจะในระบบหรือนอกระบบ มักจะเป็น “ผู้ร้าย” หรือ “ผู้กระทำ” ขณะที่ “ลูกหนี้” เป็น “ผู้ถูกกระทำ”
ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้ว “ลูกหนี้” สามารถทำตัวเป็น “ลูกหนี้ที่รัก (ตัวเอง)” ได้ไม่ยาก เริ่มต้นด้วยการตอบคำถามตัวเองไม่กี่ข้อ ซึ่งดิฉันเก็บตกมาฝากจากงานเสวนา “เอ็กเซ็กคิวทีฟ ทอล์ก แอท มารวย” (Executive Talk @ Maruey) ในหัวข้อ “เครดิตดีไม่มีขาย อยากได้ต้องสร้างเอง” จัดโดยห้องสมุดมารวย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
วันนั้นมีโอกาสพูดคุยกับ คุณสุรพล โอภาสเสถียร ผู้จัดการใหญ่ บริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด หรือ “เครดิตบูโร” หลายเรื่องเลยค่ะ ทั้งเรื่องบทบาทและหน้าที่ของเครดิตบูโร ที่หลายๆ คนไม่อยากได้ยินชื่อ โดยเฉพาะลูกหนี้ที่มีปัญหาทั้งหลาย รวมถึงคำแนะนำในการเป็นลูกหนี้ที่ดี
เรื่องบทบาทหน้าที่ของเครดิตบูโรนั้น ดิฉันเชื่อว่า หลายท่านคงได้ยินได้ฟังมามากมายแล้ว เพราะมีการพูดถึงเรื่องนี้ อธิบายเรื่องนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ก็น่าแปลกที่แม้ว่าจะพูดกันซ้ำๆ ความไม่เข้าใจหรือเข้าใจคลาดเคลื่อนในเรื่องของเครดิตบูโรก็ยังเกิดขึ้นอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ซึ่งคุณสุรพลบอกว่า เป็นเรื่องธรรมดาที่องค์กรแบบนี้จะเป็น “ผู้ต้องหา” ที่ผู้คนไม่พยายามทำความเข้าใจ ไม่ใช่เฉพาะเมืองไทย แต่ที่ไหนในโลกก็ไม่แตกต่างกัน
ไหนๆ ก็ไม่พยายามเข้าใจกันแล้ว ดิฉันจึงขออนุญาตข้ามเรื่องนี้ไป เพราะไม่เห็นประโยชน์อะไรที่จะนำมาขยายความ หรือถ้าอยากรู้อยากเห็นจริงๆ ก็มีช่องทางอื่นให้แสวงหาง่ายๆ สั้นๆ ก็ลองคลิกไปที่เว็บไซต์ www.ncb.co.th แค่นี้ก็มีสารพัดเรื่องให้คุณได้ทำความเข้าใจกันแล้ว
สิ่งที่จะขออนุญาตเก็บมาฝาก เป็นเรื่องของ “ข้อคิด” ทั้งการเริ่มต้นเป็น “ลูกหนี้ที่รัก (ตัวเอง)” รวมถึงเมื่อตกอยู่ในฐานะ “ลูกหนี้ที่ไม่รัก (ดี)” แล้ว จะแก้ไขฟื้นฟูภาพลักษณ์และฐานะของตัวเองอย่างไร น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับคุณๆ มากกว่า
วันนั้นมีหลายประโยคที่คุณสุรพลพูดไว้อย่างน่าสนใจ อาทิ การซื้อบ้านหลังแรกมักมี “เหตุผล” เสมอ แต่เมื่อซื้อบ้านหลังถัดไป นั่นคือ “เหตุผลที่ไม่ใช่เหตุผล” ดิฉันตีความของความหมายระหว่างบรรทัดด้วยตัวเองว่า นี่เป็นคำเตือนถึงการก่อหนี้ที่ไม่มีเหตุผล และเป็นส่วนสำคัญที่นำมาซึ่งปัญหาต่างๆ นานา
หรือความเข้าใจว่า “เครดิต” ที่หลายคนคิดว่า หมายถึง ความสามารถในการก่อหนี้ ยิ่งก่อมาก ยิ่งมีเครดิตมาก แต่คุณสุรพลบอกว่า คำว่า “เครดิต” แปลว่า สัญญาต้องเป็นสัญญา ดังนั้น เมื่อสัญญาแล้วว่า จะใช้หนี้ ก็ต้องใช้หนี้
ดิฉันถามว่า แล้วเราจะเป็น “ลูกหนี้ที่ดีมีคุณภาพ” ได้อย่างไร คุณสุรพลตอบว่า ลองตอบคำถามตัวเองให้ได้ เป็นคำถามสั้นๆ ง่ายๆ 4 ข้อ ถ้าตอบได้หมด แบบเคลียร์คัตและชัดเจน คุณก็สามารถ “ก่อหนี้” ได้อย่างสบายใจ คำถามข้อแรก คือ คุณก่อหนี้ใหม่เพื่ออะไร มีเหตุผลอะไรกับการจะขอกู้ยืมหรือสร้างหนี้ในครั้งนี้ คำตอบสำหรับข้อแรกอาจจะง่ายสำหรับหลายคน เพราะเวลาจะสร้างหนี้ เรามักมีเหตุผลรองรับเสมอ
คำถามข้อที่ 2 ถามว่า คุณวางแผนที่จะชำระหนี้ใหม่อย่างไร ตามมาด้วยข้อที่ 3 ที่ว่า แล้วหนี้เก่าของคุณล่ะ คุณวางแผนจะชำระมันอย่างไร และคำถามสุดท้าย คือ เมื่อนำหนี้เก่ากับหนี้ใหม่มารวมกัน คุณจะจัดการกับมันอย่างไร จะผ่อนชำระแบบไหน และได้หรือไม่
ลองไล่เรียงเพื่อหาคำตอบอย่างจริงๆ จังๆ สำหรับคำถามเหล่านี้ดูนะคะ แล้วต้องซื่อสัตย์กับตัวเองด้วยการตอบแบบไม่เข้าข้างตัวเอง บางทีคำตอบที่คุณได้ อาจจะทำให้คุณหยุดวงจรการเป็นหนี้ไม่รู้จักจบสิ้นก็เป็นได้
ส่วนคนที่ตกอยู่ในภาวะเป็น “ลูกหนี้ที่มีปัญหา” จะด้วยเหตุผลใด แต่ ณ ตอนนี้ คุณไม่สามารถทำธุรกรรมทางการเงินใดๆ เพิ่มเติมได้ เพราะถูก “หมายหัว” จากสถาบันการเงินไว้แล้วนั้น ผู้จัดการใหญ่ เครดิตบูโร มีคำแนะนำ 3 ข้อมาฝากกันคือ ข้อแรก คุณต้องยอมรับความจริงว่าเรามีหนี้ค้างชำระจริงๆ ข้อสอง ต้องบอกกับสถาบันการเงินเจ้าหนี้ว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นกับคุณนั้น จริงๆ แล้วสาเหตุมันเกิดจากอะไร และข้อสาม หากสถาบันการเงินต้องการข้อมูลหรือต้องการอะไรที่ทำให้มั่นใจได้ว่าคุณจะไม่กลับไปมีพฤติกรรมเดิมๆ อีก คุณก็จำเป็นต้องทำ ซึ่งแน่นอนว่า อาจจะต้องใช้เวลายาวนานในการพิสูจน์หรือวัดใจกัน
จริงๆ แล้ว “ดีที่สุด” คือ การมีวินัยทางการเงินตั้งแต่ต้น เมื่อเป็น “หนี้” ก็ต้องใช้ “หนี้” และไม่ “ก่อหนี้” เกินตัวจนไม่มีความสามารถในการผ่อนชำระ
คำว่า “เริ่มต้นดีมีชัยไปกว่าครึ่ง” ยังคงใช้ได้เสมอ แม้แต่กับเรื่องหนี้ๆ แบบนี้
ขวัญชนก วุฒิกุล
[email protected]



