ข่าว

'มาร์ค'ชี้การเมืองไทยแรงถึงขั้นฆ่ากัน

'มาร์ค'ชี้การเมืองไทยแรงถึงขั้นฆ่ากัน

05 มี.ค. 2554

“นายกฯ”ชี้การเมืองไทยแรงถึงขั้นฆ่ากัน ปลุกพวกไม่นิยมความรุนแรงลุกขึ้นสู้ ดักคอปฎิวัติมีแต่มีสร้างรอยแผลให้กับบ้านเมือง ย้ำหัวใจผู้นำรุ่นใหม่ต้องซื้อสัตย์ อย่าชินชากับสังคมทุจริต แนะนักการเมืองรุ่นใหม่ต้องไม่เกรงใจขรก.

(5มี.ค.) เวลา 09.00 น. ที่ห้องศักดิ์เดชน์ภูวไนย สถาบันพระปกเกล้า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ปาฐกถา หัวข้อ”ผู้นำยุคใหม่กับการสร้างประ ชาธิปไตยที่ยั่งยืน” ให้นักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตร ผู้นำยุคใหม่ในระบอบประชาธิปไตย รุ่นที่ 1 ว่า คำว่าประชาธิปไตยที่ยั่งยืน ระบบการเมืองการปกครอง ที่ปัจจุบันพบว่ามีการเปลี่ยนการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตยมากขึ้น อย่างตะวันออกกลาง ไม่มีใครคาดคิด จากผู้นำที่ปกครองมา 30-40 ปี ส่วนจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงตามเจตนารมณ์ตามที่เรียกร้องหรือไม่ ต้องจับตาดูต่อไป โดยปกติแล้วเมื่อประเทศปรับเปลี่ยนสู่ระบอบประชาธิปไตยแล้ว โอกาสเปลี่ยนไประบบอื่นมี แต่สุดท้ายก็พลิกกลับมาที่ประชาธิปไตย ประเทศที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นประชาธิปไตยมีแนวโน้มมากขึ้น เป็นจุดเริ่มต้นทำความเข้าใจได้ว่า หลักประชาธิปไตยสอดคล้องความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ ไม่ว่าเชื้อชาติ ศาสนาไหน เชื่อว่า ทุกคนอยากมีสิทธิเสรีภาพ กำหนดอนาคตของตัวเอง อยากให้สิทธิเสียงตัวเองได้รับการยอมรับ ผู้มีอำนาจได้ยินได้รับการตอบสนองที่ไม่น้อย
     
 นายกฯ กล่าวต่อว่า  ประชาธิปไตยมีดีในตัวของมันเอง การพัฒนาการเมืองการปกครองก็มักจะไม่ราบรื่น ประเทศที่เราบอกเป็นแม่แบบประชาธิปไตย สหรัฐ อังกฤษ ก็ผ่านสงครามกลางเมืองมาแล้ว ไม่ใช่ไม่มี ส่วนประเทศที่เป็นประชาธิปไตยหลายภูมิภาค ก็มีประสบการณ์ที่น่ากลัว ถูกเผด็จการ ฮิตเลอร์ ถูกครอบงำสู่สงครามโลก ลาตินอเมริกา เอเชีย ก็มีหลายครั้งที่เกิดขึ้น หรือแม้แต่ประเทศไทย เราพูดว่าเรามีประชาธิปไตยตั้งแต่ 2475 มีหลายช่วงที่บ้านเมืองไม่เป็นประชาธิปไตยมีปฏิวัติ ยึดอำนาจ ต้องเรียนว่า มีความพลิกผันสำคัญ 14 ตุลาฯ 2516 แต่หลังจากมีรัฐธรรมนูญ 2521 ถือว่าประชาธิปไตยของเราฝังรากลึกพอสมควร หลังจากนั้นมีรัฐประหาร 2 ครั้ง ในปี 2534 และ 2549 ทั้ง 2 ครั้งผู้รัฐประหารยอมรับทันทีเข้ามาดูแลบ้านเมืองชั่วคราวระยะปีกว่า ๆ แสดงให้เห็นว่าประชาธิปไตยเป็นกระแสหลัก ประชาชนยอมรับ
         
 “วันนี้ยังมีคนออกมาพูดรัฐประหารอยู่ แปลกใจกกต.ท่านหนึ่งพูดขึ้นมาด้วย ประชาชนส่วนใหญ่มองเห็นชัดว่า ถ้าจะมีการรัฐประหาร พูดว่าจะปรับปรุงประชาธิปไตย แต่การรัฐประหารแต่ละครั้งวันแรก ๆ คนอาจจะโล่งใจ เอาดอกไม้ไปให้ แต่สุดท้ายต้องเร่งคืนอำนาจให้ประชาชน สร้างบาดแผลให้กับสังคม สร้างบทเรียนให้กับสังคม ปัจจุบันเหตุการณ์ก็มาจากรัฐประหาร” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
         
 นายกฯ กล่าวต่อว่า การพัฒนาประชาธิปไตยมีความราบรื่น ต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลงของโลก การเมือง การปกครองก็เหมือนด้านอื่น ๆ ต้องปรับตัวตลอดเวลา ประสงค์ที่จะเห็นผู้นำรุ่นใหม่ทำการเมืองให้สอดคล้องยุคปัจจุบัน คนรุ่นใหม่ต้องแสวงหาจุดของตัวเองในการกำหนดทิศทาง วันข้างหน้าจะเป็นคนมาชี้อนาคตบ้านเมืองเดินไปอย่างไร แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่พอพูดได้ในเชิงประสบการณ์ที่อยู่กับการเมืองมา 20 ปี การเปลี่ยนแปลง ความคิด องค์ความรู้ที่ผู้นำรุ่นใหม่ต้องกว้างขวางกว่ารุ่นก่อน ต้องให้ความสำคัญกับกระแสที่เกิดขึ้นในโลก ให้ความสนใจเทคโนโลยีและการสื่อสาร ถ้าใครไม่สนใจเรื่องเทคโนโลยีเสียเปรียบมาก มีการใฝ่รู้ สืบค้น นอกจากนี้ข้อมูลที่เป็นแหล่งความรู้อยู่ในรูปภาษาอังกฤษ สาระโลกปัจจุบันในเทคโนโลยีอยู่ในภาษาอังกฤษ ซึ่งเรื่องภาษาไม่ใช่แปลคำต่อคำ แต่ต้องอาศัยความเข้าใจ
 
 นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า สมัยก่อนคนที่เข้ามาทำงานการเมือง มักจะบอกว่า ประชาธิปไตยไม่เต็มใบ มีความรู้สึกว่าไม่ต้องลงลึกในรายละเอียดแค่ทำความนโยบายว่าต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ เรื่องเทคนิคเป็นเรื่องของราชการ ทำมาทำไปข้าราชการกำหนดเองทั้งหมด เข้ามา 20 ปีพูดตรง ๆ นักการเมืองจะเกรงข้าราชการ ไม่ว่าสำนักงบประมาณ กฤษฎีกา ความเห็นคนเหล่านี้ต้องฟัง ยุคนี้นักการเมืองที่เถียงคนเหล่านี้ไม่ได้ด้อยกว่าเลย ต้องรู้เอง ตรงนี้ก็ต้องระมัดระวัง นักการเมืองรุ่นน้องเข้าใจว่า เมื่อต้องทำความเข้าใจเรื่องต่าง ๆ ทำตัวเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านใดด้านหนึ่ง ต่างประเทศ การเงิน การคลัง ก็สำคัญ จะได้เปรียบ แต่ข้อเท็จจริงอีกประการคือทุกอย่างเชื่อมโยงกันจริง ๆ
 
 นายกฯ กล่าวว่า ที่สำคัญคือ ความซื่อสัตย์สุจริตจะเป็นหัวใจทำให้เกิดความยั่งยืนได้ ยอมรับว่าไม่ง่าย สังคมการเมืองปัจจุบันก็มีปัญหามากขึ้น ค่านิยมในสังคมชินชาการทุจริต ยอมรับว่ามีความจำเป็นเพื่อให้มีความก้าวหน้า เป็นเรื่องที่น่าวิตก น่ากังวล  มีโทรศัพท์บอกมาถึงตนว่า ทำไมปล่อยให้มีทุจริตคอรัปชั่น ตนก็บอกว่าถ้ารับรู้ก็ไม่ปล่อย แต่ที่รู้คือที่กระทรวงหนึ่งมีการทุจริต เพราะเป็นผู้ประกอบการไปทำงานกระทรวงนั้น แต่ระบุไม่ได้ จะให้ไปจัดการอย่างไร บอกว่าถ้าระบุไปแล้วเขากลัว  ตนก็บอกว่าที่พูดอย่างกล่าวหาอย่างนี้ปล่อยให้มีการทุจริต แล้วคุณปล่อยให้สังคมมีการทุจริตหรือไม่ เป็นสิ่งที่คนรุ่นใหม่ก้าวผ่านได้หรือไม่ ไม่ใช่ยอมเสียเปรียบ
         
 นายกฯ กล่าวว่า สมัยหนึ่งเรามีนายกฯที่ไม่ให้สัมภาษณ์ก็มี เพราะเป็นหน้าที่โฆษก  ในยุคปัจจุบันถ้าไม่สื่อสารต่อเนื่องเหนื่อยมาก คนการเมืองกำลังทำอะไรเป็นเรื่องสำคัญ ไม่อย่างนั้นไม่ได้รับความเข้าใจ ไม่ได้รับความร่วมมือ ยกตัวอย่างมีกลุ่มที่มาชุมนุมต่อต้าน พูดเรื่องไทย-กัมพูชา พูด 24 ชั่วโมง คนฟังเป็นเดือดเป็นร้อน ต้องพยายามชี้แจงตลอด หากพูดไทย-กัมพูชา 24 ชั่วโมง คนบางกลุ่มรู้แล้ว ก็เป็นเรื่องที่เหนื่อย การนิ่งเฉยปัจจุบันเป็นอุปสรรคต่อการทำงาน การนิ่งเฉยเท่ากับการยอมรับ เท่ากับว่าเสียเวลา ยึดพื้นที่สื่อ กลายเป็นกระแสหลักครอบงำ คนที่เป็นผู้นำการเมืองต้องสื่อสารตลอด แต่หากสื่อสารแล้วจากบวกหรือลบเป็นอีกเรื่อง
         
 “การนิยมการใช้ความรุนแรงมากขึ้น เป็นเรื่องอันตราย ปัจจุบันไม่ใช่แค่ไทย มีกลุ่มที่กล้าใช้ความรุนแรงมากขึ้น ไม่ใช่เป็นเสียงส่วนใหญ่ อย่างเก่งแนวร่วม 20 เปอร์เซ็นต์ 2 กลุ่มที่อยู่คนละข้างแต่หากมาร่วมกันไม่ถึง 40 เปอร์เซ็นต์   สามารถครอบงำการเมืองได้มาก เพราะคนที่ไม่นิยมความรุนแรงมักนิ่งเฉย ทำอย่างไรให้คนที่ไม่นิยมความรุนแรงมีเสียงนำไปสู่ ความพอเพียงทางการเมือง ใช้เหตุใช้ผล ไม่สุดโต่ง ไม่นำไปสู่ความเสียหาย "
         
 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลังจากนั้นได้เปิดให้มีการการซักถามนายกฯ โดยคำถามหนึ่งถามว่า   2 ปีที่ผ่านมาคิดว่าประสบความสำเร็จมากน้อยเพียงไร นายกฯ กล่าวว่า  ตนประเมินในใจ ถ้าสำเร็จหรือไม่ต้องให้ประชาชนตอบ แต่บอกได้อะไรพอใจ ไม่พอใจ การประคับประคองบ้านเมือง เศรษฐกิจพึ่งพอใจระดับหนึ่งประคับประคองเศรษฐกิจมาถึงตรงนี้ได้ การเมืองแม้เกิดเหตุความวุ่นวาย  ที่น่าเสียใจถือว่าเราประคับประคองชาวโลกเชื่อมั่นไทยมากขึ้น ความแตกแยกในสังคมยังรุนแรง การแก้ไขบางเรื่องไม่มีจบ อย่างของแพง เงินไม่พอจะกิน ปัญหายาเสพติดยังไม่เป็นที่น่าพอใจ สำหรับการประเมินผลงานที่ประชาชนจะเป็นผู้ประเมินตนคิดว่า ใกล้เข้ามาถึงแล้ว เพราะประเมินที่มาจากผลการเลือกตั้ง
         
 นางวิสารดี เตชะธีรวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ถามนายกฯ ว่า ในฐานะคนรุ่นใหม่ส.ส.รุ่นพี่หลายท่าน มีนักการเมืองไม่ได้ยึดติดกับพรรค แต่ปัจจุบันขัดแย้งมากขึ้นเอาเรื่องส่วนตัวมาพูด มองหน้ากันไม่ติด ที่บอกว่าการเลือกตั้งเป็นการตัดสินการทำงานของท่าน หากพรรคหนึ่งมีคะแนนเสียงมากกว่า วันนั้นพรรคท่านจะจัดตั้งแข่งหรือไม่ และเมื่อไรจะยุบสภา  นายกฯ กล่าวว่า ความขัดแย้งรุนแรงที่เกิดขึ้นถือเป็นเรื่องธรรมชาติ ซึ่งบางคู่คุยกันได้ แต่วันนี้พูคคุยกันไม่ได้ ยุคนี้มีคนตั้งใจมาฆ่ากันจริงๆ  ก็มีจึงรุนแรงขึ้น ถึงบอกว่า ให้คนที่ไม่นิยมความรุนแรงออกมาสู้  ไม่ว่าฝ่ายค้านหรือรัฐบาลเรื่องการเลือกตั้งจัดตั้งรัฐบาลเป็นประเพณี หลักสากล หากระบบรัฐสภาใครรวบรวมเสียงข้างมากก็จัดตั้งรัฐบาล ประเทศไทยเองมีหลายยุคที่พรรคมีเสียงข้างมากไมได้เป็น แต่ประเพณีของไทยพรรคที่มีเสียงข้างมากไปจัดตั้งรัฐบาลก่อน ถ้าจัดไม่ได้พรรคที่สองก็ไปจัด เป็นเรื่องปกติ  สภามาเลือกผมเป็นนายกฯ เพราะตอนนั้นพรรคพลังประชาชนตั้งรัฐบาลมาแล้ว 2 ครั้ง แต่เห็นได้ชัดบ้านเมืองมันไปไม่ได้  ส่วนเรื่องยุบสภาเมื่อไรเดี๋ยวใกล้ ๆ จะบอก