
การลุกฮือแห่งโลกอาหรับ (1)
การลุกฮือขึ้นอย่างไม่มีใครคาดฝันของพลังมวลชนอันบริสุทธิ์ในโลก อาหรับ ทั้งในตะวันออกกลางและตอนเหนือของแอฟริกา ที่เริ่มตั้งแต่ช่วงกลางเดือนธันวาคมปีที่แล้ว โดยเริ่มจาก ตูนิเซีย
แล้วลุกลามอย่างรวดเร็วไปยังประเทศอื่นๆ ทั่วทั้งภูมิภาคทั้ง อียิปต์, แอลจีเรีย, เยเมน, จอร์แดน, ซาอุดีอาระเบีย, โอมาน, ซูดาน, ซีเรีย, อิรัก และ ลิเบีย จนหลายฝ่ายขนานนามปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ว่าเป็น ARAB-UPRISINGS หรือ “การลุกฮือแห่งโลกอาหรับ” ในหลายประเทศอย่างเหลือเชื่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “พลังอันบริสุทธิ์” ของประชาชนที่มีเพียงมือเปล่าที่เป็นฝ่ายได้รับชัยชนะ
คงจะจำกันได้นะครับว่าชาว “อียิปต์” ใช้ระยะเวลาเพียง 18 วัน ทำในสิ่งที่ไม่เคยมีใครทำและไม่เคยมีใครคิดกันมาก่อนว่าจะทำได้สำเร็จ นั่นคือการโค่นล้ม “บุรุษเหล็ก” อย่าง “ฮอสนี มูบารัก” เจ้าของฉายา “ฟาโรห์แห่งไคโร” ที่ครองอำนาจยาวนานกว่า 30 ปี ลงได้สำเร็จ โดยทำการชุมนุมประท้วงอย่างต่อเนื่องและขยายตัวใหญ่โตมากขึ้นทุกทีไปตามเมืองใหญ่ๆ ทั่วประเทศ กดดันจนต้องประกาศลาออกจากตำแหน่ง เช่นเดียวกับก่อนหน้านี้ที่ชาว “ตูนิเซีย” ใช้เวลาเพียงไม่ถึงเดือนเช่นกัน ทำเอา “ไซเน่ เอล อะบีดีน เบน อาลี” ที่หลงระเริงอยู่ในอำนาจมายาวนานกว่า 30 ปีเช่นกัน ต้องหนีหัวซุกหัวซุนลี้ภัยออกนอกประเทศ จึงทำให้เกิดกระแสความเชื่อแพร่สะพัดไปทั่วตะวันออกกลางว่า ถ้า “ตูนิเซีย” และ “อียิปต์” ทำได้ ทำไม จอร์แดน, เยเมน รวมทั้งลิเบีย และอีกหลายต่อหลายประเทศจะทำไม่ได้
คงต้องยอมรับว่าปรากฏการณ์ ARAB-UPRISINGS ที่ปะทุขึ้นอย่างไม่มีใครคาดมาก่อนนั้น ไม่เพียงส่ง “ช็อก เวฟ” กระเพื่อมไปทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาผู้นำในโลก “อาหรับ” อีกทั้งยังก่อให้เกิดคำนิยามสำหรับคำว่า “เป็นไปได้” ในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจขึ้นมาใหม่ ทั้งในด้านการเมืองและในความคิดเห็นของประชาชนในโลก “อาหรับ” ทั้งมวล ผลที่ปรากฏเป็นรูปธรรมในเวลานี้คือ กลุ่มชาว “อาหรับ” ในหลายประเทศ ตั้งแต่ ลิเบีย เรื่อยไปจนถึงกระทั่งถึง อิหร่าน ที่กำลังถูกกดขี่และเอารัดเอาเปรียบ ต่างพร้อมใจกันออกมาตามท้องถนน เรียกร้อง “การปฏิรูปทางการเมือง” ในแนวทางเดียวกัน ดังจะเห็นภาพข่าวของกองกำลังเจ้าหน้าที่รักษาความมั่นคงของรัฐกับผู้ประท้วงปะทะกันในสถานที่ต่างๆ ที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คนที่เรียกร้องการ “ปฏิรูปการเมือง”
คนทั้งโลกโดยเฉพาะคน “อาหรับ” ต่างกำลังจับตาดูปรากฏการณ์ “ARAB-UPRISINGS” และมีความเชื่อว่าวิถีการดำเนินชีวิตของคน “อาหรับ” หลายร้อยล้านคนนับแต่นี้จะไม่มีวันหวนกลับไปเหมือนกับที่เคยเป็นมาอีกต่อไปแล้ว ซึ่งปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นใน “ตูนิเซีย” และ “อียิปต์” นั้น ส่งผลสะเทือนทั้งในเชิง “จิตวิทยา” และในเชิง “สัญลักษณ์” อย่างรุนแรงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนครับ
ที่สำคัญที่สุดความเชื่อในโลก “อาหรับ” ได้เปลี่ยนแปรไป นั่นหมายถึงว่า สิ่งที่เกิดขึ้นใน “ตูนิเซีย” และ “อียิปต์” คือสัญญาณของพลวัตในการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองในภูมิภาคตะวันออกกลางและตอนเหนือของแอฟริกา อีกทั้งยังจะส่ง “ผลกระทบเป็นลูกโซ่” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ไปทั่วโลก นอกจากทำให้ภูมิภาคดังกล่าวตกอยู่ในสภาวะ “สุญญากาศทางการเมือง” แล้วก็ยังนำไปสู่ “การขาดเสถียรภาพ” ในมิติต่างๆ
ที่เห็นชัดเจนที่สุดคือ ราคาน้ำมันดิบได้ทะยานพุ่งสูงขึ้นส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปทั่วโลก นอกจากนั้น ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ทั้งโลกได้เห็นคน “อาหรับ” รุ่นใหม่ที่ใช้พลังแห่งเทคโนโลยีการสื่อสาร บวกกับพลังแห่งการรวมตัวกันเพื่อเรียกร้องชีวิตที่ดีกว่าเก่าต่อรัฐบาลหรือผู้ปกครองว่าควรจะเป็นตัวแทนแห่งความหวังไม่ใช่ตัวแทนแห่งการกดขี่และเป็นตัวแทนความกลัวของชาว “อาหรับ” อีกต่อไปครับ
ภัทรพล เวทยสุภรณ์



