
สำคัญพอๆกับข้อเท็จจริง
ได้ฟังเรื่องจากน้องผู้หญิงคนหนึ่ง ขึ้นรถไฟฟ้าไปทำงานตอนเช้า บนขบวนรถไฟคนแน่นไปหมด เหลือบไปเห็นข้างหลังมีผู้ชายยืนอยู่ 2 คน
เธอไม่สนใจอะไรกระทั่งลงที่สถานีทองหล่อ ชาวบ้านหลายคนหันมองเลยเกิดความสงสัย ก้มสังเกตตัวเองเห็นกระโปรงด้านหลังมีคราบน้ำเหนียวๆ เปรอะเลอะเป็นวงกว้าง เลยรีบเข้าห้องน้ำหาทิชชูเช็ดและล้างอยู่นานกว่าจะหมด
ถึงแม้จะยังไม่แต่งงาน แต่ก็ไม่ไร้เดียงสาจนไม่รู้ว่า สิ่งที่เห็นนั้นมันคืออะไร ?!!
เธอโทรศัพท์เล่าเรื่องให้แฟนหนุ่มทราบ ก่อนจะตัดสินใจเข้าแจ้งความต่อตำรวจท้องที่ สน.ทองหล่อ
แม้ลึกๆ จะฝากความหวังเอาไว้ว่า อาจจะพอมีหลักฐานตามจับตัวจิตกามรายนี้ได้ แต่ก็ไม่ถึงขั้นต้องให้ตำรวจลงไปสืบสาวราวเรื่องชนิดเอาเป็นเอาตาย เหมือนคดีอุกฉกรรจ์อื่นๆ
แต่สิ่งที่ได้รับกลับเป็นตรงกันข้ามกับคาดหวัง มุ่งหวัง หรืออย่างน้อยก็ตั้งความหวังเอาไว้ว่า ตำรวจที่ดีต้องเป็นที่พึ่งของประชาชนยามทุกข์ร้อนได้ ตำรวจที่รับลงบันทึกประจำวันส่งคำถามชนิดแดกดันจนเธอหน้าชาว่า “แป้งเปียกหรือเปล่า” ?!!
ไม่ต้องถึงขั้นแสดงความเห็นอกเห็นใจอย่างเสแสร้ง แต่ก็ไม่ควรซ้ำเติมเหยื่อให้ได้รับความทุกข์ตรมยิ่งกว่ากับสิ่งที่กำลังเผชิญอยู่
หรือคิดว่าเธอเป็นแค่เพียงผู้หญิงคนหนึ่ง จึงยัดเยียดสิ่งที่ไม่คู่ควรอย่างหยาบคายเช่นนั้นให้
คำถามชนิดดูหมิ่นถิ่นแคลนหลู่เกียรติไม่น่าจะออกจากปากผู้พิทักษ์สันติราษฎร์เช่นนี้
ทุกวันนี้กระบวนการศาลยุติธรรมของไทยอนุญาตให้บันทึกเทปการสอบปากคำผู้เสียหายคดีข่มขืนนำมาใช้ในชั้นศาลได้ โดยไม่ต้องให้ผู้เสียหายขึ้นเบิกความซ้ำ
วัตถุประสงค์ก็เพื่อไม่ให้ผู้เสียหายถูกข่มขืนกระทำชำเราเป็นรอบที่สองสามสี่
กรณีนี้แม้จะแตกต่างออกไป แต่ในความรู้สึกแล้วผมเชื่อว่า ผู้หญิงทุกคนที่ได้ยินคำถามแบบนี้คงรู้สึกไม่ต่างกัน
เมื่อก่อนตำรวจ อัยการ และทนายจำเลยก็ถามผู้เสียหายในชั้นศาลแบบนี้แหละครับ ถ้อยคำประชดประชันหยามเหยียด พอมีกฎหมายใหม่พิทักษ์สิทธิผู้หญิงก็ห่างหายไป ไม่คิดว่าจะยังมีแบบนี้อยู่
ผมอยากให้ตำรวจบางนายที่ยังคิดว่า เป็นแกนกลางของจักรวาลจำเอาไว้นะครับ ความรู้สึกของผู้เสียหายนั้น สำคัญพอๆ กับข้อเท็จจริงแหละครับ จำเป็นต้องใส่ใจและให้ความสำคัญ !?!
อนลัส
[email protected]



