
เวทีท้องถิ่นเปิดให้ชุมชนมีส่วนร่วมจัดการทรัพยากร
เวทีอภิปรายสุดท้าย ของเวทีวิชาการ ฟื้นพลังชุมชนท้องถิ่น สู่การอภิวัฒน์ประเทศไทยในการจัดประชุมวิชาการเวทีฟื้นพลังชุมชนท้องถิ่นสู่การอภิวัฒน์ประเทศไทย ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1-3 มี.ค.
โดยคณะกรรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนแห่งชาติ คณะกรรมการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อการปฏิรูป สมาคมองค์การบริหารส่วนจังหวัดแห่งประเทศไทย สมาคมสันนิบาติแห่งประเทศไทย สมาคมองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งประเทศไทย และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
การประกาศเจตนารมณ์ของตัวแทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่างๆ โดยนายชาตรี อยู่ประเสริฐ เลขาธิการสมาคมองค์การบริหารส่วนจังหวัดแห่งประเทศไทย กล่าวว่า นอกจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานแล้ว อบจ.ได้พยายามปรับระบบงานและภาพรวมเรื่องการศึกษา เกษตรกรรม และความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินด้วย ทั้งนี้ยืนยันว่า พร้อมแล้วสำหรับการขับเคลื่อนทั้งทางด้านงบและบุคลากร เหลือแต่เพียงรูปแบบที่ยังไม่ชัดเจน
ด้านนายไพร พัฒโน นายกสมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย แสดงเจตนารมณ์ในฐานะตัวแทนเทศบาลทั่วประเทศว่า ชาวเทศบาลที่ประกอบไปด้วยคณะผู้บริหาร สมาชิกสภาเทศบาล ข้าราชการพนักงาน จะพร้อมใจกันยกระดับการพัฒนาพื้นที่และการทำงานร่วมกับภาคประชาชนให้มากขึ้น โดยให้ความสำคัญกับชุมชนท้องถิ่นซึ่งเป็นหัวใจของการพัฒนาประเทศด้วยการร่วมกันคิด ร่วมกันทำ และยืนยันจะนำมติที่ได้จากกระบวนการสมัชชาฯ ไปสู่การปฏิบัติในพื้นที่ และนำองค์ความรู้ที่ได้จากการแลกเปลี่ยนในเวทีต่างๆ ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ อีกทั้งจะผนึกกำลังกับเพื่อนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนให้ชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็ง และผลักดันให้เกิดกระบวนการตรากฎหมาย ปรับปรุงระเบียบข้อบังคับที่เกี่ยวเนื่องให้เอื้อต่อการทำงานของส่วนท้องถิ่น เพื่อสร้างความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำในสังคม
ส่วน นายนพดล แก้วสุพัฒน์ นายกสมาคมองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งประเทศไทยกล่าวว่า ที่ผ่านมาการจัดสรรทรัพยากรถูกกำหนดโดยส่วนกลางแล้วให้องค์การบริหารส่วนตำบลจัดการ ทำให้ชุมชนไม่มีส่วนร่วมกำหนดกติกา ดังนั้นในอนาคตจะต้องให้ชุมชนมีส่วนร่วมมากขึ้น นอกจากนี้ ท้องถิ่นควรมีอำนาจในการแก้ไขปัญหามากกว่าที่เป็นอยู่ ไม่ใช่ให้อำนาจอยู่ที่ส่วนกลาง เพราะเหตุเกิดที่ท้องถิ่น ท้องถิ่นจึงควรแก้ได้เอง ไม่ใช่แก้ที่กรุงเทพฯ และเช่นเดียวกับตัวแทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นๆ นายกสมาคม อบต. ได้ประกาศว่า พร้อมที่จะขับเคลื่อนไปกับสมัชชาฯ ให้ถึงที่สุด
ทางด้านนายอาหลี หมัดหลิ เทศบาลตำบลปริก อ.สะเดา จ.สงขลา กล่าวว่า ชุมชนท้องถิ่นภาคใต้จะรวมพลังเพื่อขับเคลื่อนภารกิจสาธารณะ ในประเด็นดังต่อไปนี้ 1) ร่วมกันปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ของตนเอง ซึ่งภาคใต้มีทรัพยากรที่สมบูรณ์ แต่กำลังจะได้รับผลกระทบจากอภิมหาโปรเจค ซึ่งมีตัวอย่างความล้มเหลวให้เห็นแล้วจากการพัฒนาของรัฐ โดยเฉพาะที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด 2) ร่วมมือ ยกระดับ พัฒนา ด้วยการให้ความสำคัญกับการจัดทำแผนงานโครงการที่มาจากความคิดความต้องการของชาวบ้านชุมชนท้องถิ่นเป็นสำคัญ โครงการพัฒนาใดๆ จากส่วนกลางต้องผ่านการเห็นชอบให้อยู่ในแผนชุมชนท้องถิ่นโดยผ่านกระบวนการการมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่น 3) แนวทางในการจัดการตนเอง จะเคารพในสิทธิของชุมชนท้องถิ่น มุงพัฒนาพื้นที่โดยมีกลไกสำคัญคือ องค์กรส่วนท้องถิ่นและองค์กรภาคประชาชน จะร่วมกันคิด ร่วมกันทำ ร่วมกันกำหนดนโยบาย เพื่อสร้างความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำ รวมทั้งจะร่วมผลักดันให้เกิดการกระจายอำนาจสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและประชาชนอย่างแท้จริง
นายไพรวัลย์ เกตุนันท์ นายก อบต.ประทุมวาปี อ.ส่องดาว จ.สกลนคร ผู้แทนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กล่าวว่า มี 6 แนวทางที่ต้องช่วยกันผลักดันได้แก่ การทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมกับสมัชชาฯ มากขึ้น เพื่อความยั่งยืนในเอกภาพของชุมชน การอนุรักษ์ขนบธรรมเนียมประเพณี เพื่อสานความสามัคคีของคนในประเทศ สร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ ขับเคลื่อนประชาธิปไตยให้เข้มแข็ง โดย อปท. อบต. และ อบจ. ต้องช่วยทำความเข้าใจเรื่องประชาธิปไตยกับคนในชุมชน รวมถึงดำเนินแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงด้วย
นพดล ณ เชียงใหม่ นายก อบต.ดอนแก้ว อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ กล่าวถึงข้อสรุปร่วมกันของภาคเหนือทั้งหมดว่า ก้าวต่อไปที่จะสร้างพลังประชาชนและหนุนเสริมพลังท้องถิ่น จะทำการประชาสัมพันธ์เรื่องข้อเสนอการปฏิรูปโครงสร้างและระบบการปกครองท้องถิ่นเพื่อสร้างความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำในสังคม เพราะเป็นเรื่องที่ต้องสร้างความเข้าใจให้ประชาชน โดยจะจัดเวทีประชุมร่วมกับตัวแทนท้องถิ่นทั้งในระดับจังหวัดและอำเภอ เพื่อให้ตัวแทนท้องถิ่นแต่ละแห่งไปชี้แจงให้ประชาชนได้รับทราบ ซึ่งแผนประชาคมน่าจะเริ่มได้ตั้งแต่เดือนเมษายนเป็นต้นไป โดยจะมีสื่อนำเสนอประกอบ พร้อมฝากด้วยว่า หากทำแบบต่างคนต่างทำในแต่ละภาคอาจมีความคลาดเคลื่อน ควรจะต้องทำการประชาสัมพันธ์จากส่วนกลางเพื่อความเข้าใจที่ตรงกัน
นายทวีป ชูมั่น นายก อบต.หัวไผ่ อ.เมือง จ.สิงห์บุรี ตัวแทนภาคกลาง กล่าวว่า ได้ข้อสรุปที่จะสร้างเครือข่ายพลังแห่งความสุขสู่ประชาชน โดยเริ่มจากระดับตำบล อำเภอ และจังหวัด โดยให้ประชาชนกำหนดนโยบายสาธารณะได้เอง และจะไม่นำประชาชนมาเป็นเครื่องมือหาประโยชน์ให้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง โดยจะส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมตัดสินใจตรวจสอบในกิจการต่างๆ และก้าวไปพร้อมกันทั้งสามระดับ
ในช่วงท้ายของเวทีนายสมพร ใช้บางยาง สรุปข้อเสนอจากสมัชชาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อการปฏิรูป ก่อนมอบแก่ ศ.นพ.ประเวศ วะสี ในฐานะประธานคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป และคุณหญิงสุพัตรา มาศดิตถ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนแห่งชาติ
ทั้งนี้ คุณหญิงสุพัตรา มาศดิตถ์ ได้กล่าวปิดท้ายเวทีว่า ในโอกาสที่ตัวแทนองค์กรปกครองของส่วนท้องถิ่นได้พบกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เพื่อหารือ โดยนายกฯ ยืนยันที่จะสนับสนุนการปฏิรูปการปกครองส่วนท้องถิ่น และคืนอำนาจให้ท้องถิ่น โดยขอให้มีกลไกและแนวทางที่ชัดเจน ซึ่งวันนี้ก็ได้เห็นภาพเหล่านี้ชัดเจนมากขึ้นแล้ว
คุณหญิงสุพัตรา กล่าวต่อมาถึงข้อเสนอของหน่วยงานส่วนท้องถิ่นด้วยว่า สิ่งที่ตัวแทนภาคกล่าวมาทั้งหมด ชุมชนต้องขยายความคิดให้เข้าใจตรงกันว่าจะเดินไปจุดไหนเพื่ออะไร เพราะผู้นำจะเดินต่อไปไม่ได้ถ้าไม่ได้รับการสนับสนุนจากประชาชน อีกทั้งรัฐบาลสมัยหน้าไม่รู้ว่าจะมีแนวทางอย่างไรกับเรื่องนี้ ดังนั้น เวลาพูดเรื่องพลังชุมชนท้องถิ่นจึงต้องช่วยกันอธิบายให้ความคิดเหล่านี้ขยายกว้าง “ยิ่งกว้างมาก เรายิ่งมีพลัง” โดยประธานคณะกรรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน ยืนยันว่า
“ในฐานะที่เป็นผู้เฝ้ามอง จะร่วมผลักดัน ร่วมช่วยเหลือให้สุดกำลัง เพื่อให้ความหวังของทุกท่านเป็นจริง”
สรุปข้อเสนอเพื่อการปฏิรูปโครงสร้างและระบบการปกครองท้องถิ่น
โดย สมัชชาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อการปฏิรูป
ส่วนที่ 1
ข้อเสนอด้านกฎหมาย ระเบียบ และข้อบังคับ
• ให้มีการตรากฎหมายใหม่ที่เรียกว่า ‘ประมวลกฎหมายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น’ โดยในกฎหมายใหม่จะต้องกำหนดให้มี ‘สภาการปกครองท้องถิ่นแห่งชาติ’ หน้าที่เป็นกลไกประสานด้านการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พร้อมทั้งมี ‘สำนักงานสภาการปกครองท้องถิ่นแห่งชาติ’ ที่เป็นองค์กรอิสระ ไม่ใช่ราชการ เป็นสำนักเลขานุการ
• ในกฎหมายใหม่จะต้องกำหนดให้สภาการปกครองท้องถิ่นแห่งชาติจัด ‘สมัชชาการปกครองท้องถิ่น’ ในระดับพื้นที่และระดับชาติในการสร้างข้อตกลงร่วมหรือการตัดสินใจร่วมกัน
• ให้คงมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 4 รูปแบบเช่นเดิม ได้แก่ อบจ. เทศบาล อบต. และรูปแบบพิเศษ
• ให้ตรากฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งผู้บริหารและสมาชิกสภาท้องถิ่นใหม่ และดำเนินการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยให้ภาคประชาชนเป็นผู้กำหนดการจัดการเลือกตั้ง การตรวจสอบ และรับรองผลการเลือกตั้ง
• ในช่วงเวลาที่กฎหมายใหม่ยังไม่มีผลบังคับใช้ มีข้อเสนอให้จัดตั้ง ‘สำนักงานส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น’ ทำหน้าที่หลัก 4 ประการ คือ
1) จัดทำข้อเสนอในการปรับปรุง แก้ไขเพิ่มเติม กฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ การยกร่างกฎหมายใหม่
2) ทบทวนบทบาทและภารกิจของราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค และราชการส่วนท้องถิ่น เพื่อลดความทับซ้อนและซ้ำซ้อน
3) เตรียมความพร้อมของกลไกต่างๆ เพื่อรองรับการปฏิรูประบบการปกครองท้องถิ่น เป็นกลไกพัฒนาพื้นที่ที่มีความพร้อมให้เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่
4) พัฒนาต้นแบบองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่สนับสนุนการปกครองตนเองของประชาชน
ส่วนที่ 2
ข้อเสนอด้านการถ่ายโอนภารกิจ
• ให้มีการตรากฎหมายว่าด้วยการถ่ายโอนภารกิจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นการเฉพาะ โดยให้ถ่ายโอนภารกิจของหน่วยงานราชการให้เสร็จสิ้นสมบูรณ์ภายใน พ.ศ.2560 และให้มีมาตรการ บังคับ และเร่งรัด การถ่ายโอนภารกิจ อัตรากำลัง และงบประมาณ
ส่วนที่ 3
ข้อเสนอด้านการเงินการคลังท้องถิ่น
• ให้รัฐบาลจัดสรรงบประมาณให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพิ่มขึ้นทุกปี จนได้สัดส่วนไม่น้อยกว่าร้อยละ 35 ของรายได้ของรัฐบาล ภายใน 5 ปี นับตั้งแต่ปีงบประมาณ 2555
• เงินอุดหนุนเฉพาะกิจต้องไม่นับรวมในสัดส่วนของรายได้ที่รัฐบาลจัดสรรให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
• ให้รัฐบาลจัดสรรเงินอุดหนุนรายหัวในสัดส่วนที่ไม่แตกต่างกันระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
• ให้รัฐบาลมีระบบการประกันรายได้สำหรับแต่ละองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่น้อยกว่า 15 ล้านบาท
• ให้รัฐบาลโดยสำนักงบประมาณจัดส่งงบประมาณที่จัดสรรให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไปยังแต่ละองค์กรปกครองท้องถิ่นโดยตรง
ส่วนที่ 4
ข้อเสนอด้านการจัดความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนกับท้องถิ่น
• องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกแห่งร่วมกับองค์กรชุมชนทุกรูปแบบกำหนดนโยบายและแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของพื้นที่ตนเอง
• องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกแห่งจะต้องสนับสนุนให้มีกลไกภาคประชาชนเป็นผู้ดำเนินการ ติดตาม กำกับ และประเมินผลการดำเนินงานตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของพื้นที่
• ให้รัฐบาลแก้ไข พ.ร.บ.การบริหารงานบุคคลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 เพื่อเปิดโอกาสให้คนท้องถิ่นมาเป็นบุคลากรขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
• ให้รัฐบาลสนับสนุนการจัดตั้ง ‘กองทุนการศึกษาเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต’ เช่นเดียวกับกองทุนสุขภาพตำบล เพื่อฟื้นพลังชุมชนให้เข้ามาร่วมในการจัดการศึกษาทุกพื้นที่ โดยที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและภาคประชาชนร่วมสมทบงบประมาณ
• องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นส่งเสริมการพัฒนาชุมชนให้มีความยั่งยืน โดยเฉพาะการสนับสนุนให้องค์กรชุมชนจัดตั้งเป็นกองทุนในการทำงานระยะยาว



