
กัดดาฟีฟ่อหากต.ต.แทรกเลือดยิ่งหลั่ง
กัดดาฟีกล่าวกับผู้สนับสนุนและสื่อขู่ฟ่อหากต.ต.แทรกแซงเลือดยิ่งหลั่ง อิเมลด้า มาร์กอสเรียกร้องให้ผู้นำลิเบียเอาอย่างสามี ไม่ใช้ความรุนแรงกับผู้ประท้วง
พันเอกโมอัมมาร์ กัดดาฟี ผู้นำลิเบีย กล่าวต่อกลุ่มผู้สนับสนุนและสื่อต่างประเทศเมื่อวันพุธ (2 มีค.) ในกรุงตริโปลี ว่ากองกำลังสนับสนุนรัฐบาล จะยกกำลังเข้ายึดคืนพื้นที่ครึ่งประเทศทางฝั่งตะวันออกที่กลุ่มต่อต้านยึดครองไว้และหากสหรัฐอเมริกา เคลื่อนกำลังทางเรือและอากาศ รวมทั้งกองกำลังนาโตเข้าใกล้ลิเบียเพื่อกดดันตนเองออกจากตำแหน่ง หรือสนับสนุนฝ่ายต่อต้าน ก็จะกลายเป็นสงครามนองเลือด จะทำให้มีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอีกหลายพัน
ผู้นำลิเบีย ยังย้ำว่าท่าเรือและแหล่งน้ำมันของลิเบียยังปลอดภัยดีและอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาล และจะเปิดประตูให้จีน รัสเซีย และ บราซิลดำเนินกิจการธนาคารแทนธนาคารตะวันตกในลิเบีย
นอกจากนั้นยังกล่าวด้วยว่าประชาชนในเมืองท่าเบงกาซีได้ร้องขอให้รัฐบาลขับไล่กลุ่มกบฏออกไปจากพื้นที่
พันเอกกัดดาฟี เรียกร้องให้ประชาคมโลกหรือ สหประชาชาติ ตั้งคณะกรรมการสอบสวนการเสียชีวิตของประชาชนนับพันที่มีข่าวว่าเสียชีวิตจากการลงมือของกองกำลังสนับสนุนรัฐบาล ทั้งยังตอบโต้มาตรการคว่ำบาตรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ที่กำหนดกรอบการดำเนินการลงโทษผู้นำลิเบีย ทำให้สหรัฐอเมริกา อังกฤษ และอีกหลายประเทศ อายัดทรัพย์สินของพันเอกกัดดาฟีและครอบครัว รวมทั้งเจ้าหน้าที่ระดับสุงของรัฐบาล โดยกล่าวว่าต่างประเทศไม่มีสิทธิยึดทรัพย์สินของลิเบีย และ ตนเองก็เป็นทรัพย์สินของลิเบียด้วยเช่นกัน
อิเมลด้ามาร์กอสวอนผู้นำลิเบียเอาอย่างสามี
อิเมลด้า มาร์กอส ภริยาม่ายของอดีตผู้นำเผด็จการในฟิลิปปินส์ เรียกร้องให้ผู้นำลิเบียยุติการใช้ความรุนแรงกับผู้ประท้วง แบบเดียวกับที่สามีของเธอเลือกที่จะไม่ใช้กำลังสลายผู้ประท้วงที่สามารถชุมนุมโค่นล้มเขาลงจากอำนาจได้สำเร็จ
อิเมลด้า อดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของฟิลิปปินส์ ซึ่งปัจจุบันเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กล่าวกับผู้แทนของสหประชาชาติประจำกรุงมะนิลาในวันนี้ว่า เขาได้ขอพรให้พันเอก โมอัมมาร์ กัดดาฟี ผู้นำลิเบีย ที่มีความคิดใฝ่สันติ สามารถหาแนวทางสันติในการแก้ไขปัญหาในประเทศ
นอกจากนี้เธอ หวังว่า กัดดาฟีจะทำตามอย่างสามีของเธอ อดีตประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส ที่เลือกลี้ภัยไปสหรัฐ โดยไม่ได้สั่งให้ใช้กำลังปราบปรามประชาชนหลายแสนคนที่ออกมาชุมนุมตลอด 4 วันในเดือนกุมภาพันธ์ 2529 เพื่อเรียกร้องให้เขาลาออก
การเดินขบวนประท้วงครั้งนั้นได้รับการกล่าวขานว่าเป็นการปฏิวัติพลังประชาชน และ นางอิเมลด้า บอกด้วยว่า ในขณะที่ทั่วประเทศเฉลิมฉลองการปฏิวัติครั้งนั้น ครอบครัวมาร์กอสก็ฉลองด้วยเช่นกัน และสิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนว่าเฟอร์ดินานด์ มาร์กอสเป็นสัญลักษณ์ของผู้นำที่รักสันติ และก่อนหน้านี้ไม่กี่วันเธอก็เพิ่งเรียกร้องให้กัดดาฟีลาออกเพื่อหลีกเลี่ยงการนองเลือด
ส่วนสถานการณ์แรงงานฟิลิปปินส์ที่อยู่ในลิเบียนั้น มีรายงานว่า แรงงานเกือบ 1,900 คนจากราว 30,000 คนได้อพยพออกจากลิเบียแล้ว



