ข่าว

ทบ.แจงตั้งพล.ร.7-พล.ม.3หวังช่วยชายแดน

ทบ.แจงตั้งพล.ร.7-พล.ม.3หวังช่วยชายแดน

02 มี.ค. 2554

ทบ.แจงตั้ง “พล.ร. 7 -พล.ม. 3 ” หวังช่วยงานชายแดน ชี้ต้องอัพเกรดกองทัพ หวั่นชาติรอบบ้านแซงหน้า ยันไม่เอี่ยวรับมือเสื้อแดง ปูดเหตุผลทบ.เร่งตั้ง 2 กองพล เกรงกำลังรบชาติเพื่อนบ้านพัฒนาต่อเนื่อง

 (2มี.ค.) กองทัพบก พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก กล่าวถึงกรณีที่พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม เสนอของบลับต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) กว่า 2,300 ล้านบาท เพื่อใช้ในการจัดตั้งกองพลทหารราบที่ 7 ( พล.ร. 7) และจัดตั้งกองพลทหารม้าที่ 3 ( พล.ม. 3) ว่า แนวคิดในการตั้งพล.ร. 7 มีมาตั้งแต่ปี 2541 - 42 สาเหตุเนื่องจากประเทศเพื่อนบ้านมีการพัฒนาศักยภาพและอำนาจกำลังรบไปมาก ซึ่งยุทธศาสตร์ป้องกันประเทศต้องคำนึงถึงประเทศโดยยรอบที่ต้องมีอำนาจกำลังรบเปรียบเทียบใกล้เคียงกัน โดยคำนึงถึงปัญหาโดยรอบประเทศเรา หรือที่เรียกภาษาทหารว่า ภัยคุมคาม เพื่อป้องกันไม่ให้มีการรบกันเปรียบเหมือนคนตัวเล็กกับคนตัวใหญ่ที่คนตัวเล็กจะถูกตบศีรษะได้ง่ายกว่า

 “ แนวคิดการตั้งพล.ร. 7 ในพื้นที่ภาคเหนือภายใต้การรับผิดชอบของกองทัพภาคที่ 3 เพื่อแบ่งเบาภาระกองกำลังชายแดนที่ต้องรับผิดชอบเป็นระยะทางถึง 3,000 กิโลเมตร ขณะนี้มีเพียง 2 หน่วยที่รับผิดชอบบ คือ กองกำลังผาเมืองจากกองพลทหารม้าที่ 1 (พล.ม. 1 )   กับกองกำลังนเรศวรจากกองพลทหารราบที่ 4 (พล.ร. 4 )   ดังนั้นถ้าพล.ร. 7 ตั้งขึ้นได้จะช่วยให้การทำงานในพื้นที่มีความพร้อม และมีขีดความสามารถในการป้องกันประเทศเพิ่มมากขึ้น ซึ่งการเสนอเรื่องนี้เข้าสู่ครม.เป็นไปตามโอกาสและวาระที่รมว.กลาโหม ดำเนินการไปตามขั้นตอน โดยใช้บประมาณของกองทัพบกผูกพัน 3 ปี หากใน 3 ปีทำไม่ทันอาจมีการขยายเวลาสิ้นสุดโครงการ”โฆษกทบ.กล่าว
 
 พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า ส่วนแนวคิดการตั้งพล.ม. 3 นั้น เนื่องจากชายแดนทางฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือมีความยาวถึง 1,500 กิโลเมตร และมีเพียง 2 กองกำลังที่ดูแล คือ กองกำลังสุรนารีที่ดูแลชายแดนยาว 750 กม. ขณะที่กองกำลังสุรศักดิ์มนตรีดูแลชายแดนยาว 804 กม. ซึ่งแนวคิดดังกล่าวเป็นการสนับสนุนกำลังในการป้องกันแนวชายแดน โดยเฉพาะชายแดนด้านนี้ที่มีความสุ่มเสี่ยงต่อความขัดแย้งในการใช้กำลังทหารเข้าจัดการสถานการณ์ โดยพื้นที่ด้านนี้เหมาะกับการใช้ยานเกราะ หรือจัดตั้งหน่วยใหม่ที่มียานเกราะบรรจุอยู่ ซึ่งอำนาจกำลังรบเปรียบเทียบในการป้องกันประเทศก็เป็นยุทธศาสตร์ในการป้องปราม เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาโดยไม่ต้องใช้กำลัง

 “ งบประมาณที่ใช้ทั้งหมดเป็นการเกลี่ยจากงบของกองทัพบกเอง ค่าใช้จ่ายในระยะแรกจะเป็นค่าก่อสร้างอาคาร เงินเดือนกำลังพล ยุทโธปกรณ์ การฝึกศึกษา   ซึ่งต้องทำควบคู่กันไป แน่นอนว่า อาจต้องเพิ่มอัตรากำลังพลบางส่วน เพราะเป็นพื้นที่ที่ต้องปฏิบัติงานตามแนวชายแดน โดยอาจจะเกลี่ยกำลังพลจากหน่วยอื่นที่ไม่จำเป็นมาก่อนบ้าง

 ทั้งนี้ยืนยันว่า การจัดตั้งกองพลทั้งสองไม่เกี่ยวกับการตั้งขึ้นมา เพื่อรับมือการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงในพื้นที่ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือแต่ออย่างใด   เพราะทุกคนทราบดีกองทัพบกมีภารกิจที่ต้องปฏิบัติในหลายด้าน เช่น งานจังหวัดชายแดนภาคใต้ การแก้ไขปัญหายาเสพติด อนุรักษ์ป่าไม้   ถือว่า งานของกองทัพมีมากแล้ว และเมื่อเทียบกับกำลังพลที่มีอยู่ในขณะนี้ถือว่าน้อย” โฆษกกองทัพบก กล่าว

 แหล่งข่าวนายทหารระดับสูงของกองทัพบก เปิดเผยว่า แนวคิดการตั้งกองพลใหม่ทั้ง 2 กองพลเนื่องจากกองทัพบกเห็นว่า ประเทศเพื่อนบ้านของไทยในขณะนี้มีการ พัฒนาความสัมพันธ์ทางทหารกับเกาหลีเหนืออย่างไม่เปิดเผยมาตั้งแต่ปี 2542 โดยเกาหลีเหนือได้ขายยุทโธปกรณ์จำนวนหนึ่งพร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีให้ และได้ส่งผู้เชี่ยวชาญมาติดตั้งอาวุธประจำเรือตรวจการณ์ รวมทั้งให้ความช่วยเหลือการก่อสร้างฐานทัพใต้ดินที่มีการสร้างอุโมงค์กลับใต้ดินหลายแห่ง   โดยมีการพัฒนาศักยภาพกองทัพอย่างต่อเนื่อง   ทั้งกำลังทางบก ทางเรือและทางอากาศ ซึ่งห้วงที่ผ่านมากองทัพของประเทศเพื่อนบ้านหลังจากปี 2542 ได้รับการจัดสรรงบประมาณเฉลี่ยร้อยละ 3.5 ของจีดีพี และในห้วง 4 ปีหลังได้รับงบประมาณด้านการทหารสูงถึงร้อยละ 20 ของจีดีพี ซึ่งถือว่า เป็นอัตราส่วนที่สูงกว่ากองทัพไทยมาก