ข่าว

เคล็ดเลข หรืออาถรรพณ์ ยี่สิบห้าาาาา ?

เคล็ดเลข หรืออาถรรพณ์ ยี่สิบห้าาาาา ?

03 มี.ค. 2554

"นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า นโยบายต่างๆ ของพรรคที่ออกมาถือเคล็ดเลข 25 ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาอีก 2.5 แสนทุน โฉนดชุมชน จะเพิ่มเป็น 2.5 แสนราย เรื่องยาเสพติดมีการจัดกองกำลัง 2,500 นาย

 เพราะทางนายสุเทพ รองนายกฯ และเลขาฯ พรรคประชาธิปัตย์ บอกแล้วว่าการเลือกตั้งครั้งหน้า ประมาณกลางปี จะได้ส.ส. 250 คน ซึ่งถ้าเลือกพรรคประชาธิปัตย์ก็จะเดินหน้านโยบายเพื่อประชาชนต่อไป แต่ถ้าเลือกพรรคเพื่อไทย ก็ต้องถามว่าจะทำอะไร แต่เห็นแล้วว่าคงต่างกันนิดเดียว เท่าที่ดูในวันพรุ่งนี้จะมีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจในเรื่องที่พูดเมื่อปีที่แล้ว ก็เท่ากับว่า ไม่มีการเดินหน้า มีแต่เดินวน เดินถอยหลัง คิดดูแล้วกันว่าประชาชน จะเลือกอะไร จะเดินหน้า หรือจะเดินวน นี่คือความแตกต่าง"

 เนชั่นทันข่าว 27 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา 19.37 น.

 ในประชาธิปไตยที่รักในตอนที่แล้ว ผมคาดว่าประชาธิปัตย์นั้นคงจะยื้อจนนาทีสุดท้ายกว่าจะยุบสภา แต่ก็นั่นแหละครับ ประชาธิปัตย์ก็พร้อมจะมาลุยศึกเลือกตั้งกับเขาแล้วเช่นกัน

 ไม่เชื่อลองดูคำแถลงของนายกฯ มีดโกนสองสัญชาติด้านบนนี่สิครับ (เขียนแซวแบบนี้ไม่ได้จะโจมตีกันนะครับ เพราะว่าประเด็นเรื่องสองสัญชาติของนายกฯ นั้นไม่ใช่เรื่องใหญ่ในตัวของมันเอง แต่น่าจะเป็นเรื่องของความกล้าหาญของนายกฯ ในการเผชิญกับคำถามในระดับนานาชาติ ถึงการสลายการชุมนุมมากกว่า ดังนั้นไม่ว่าจะสัญชาติไหน ก็ต้องกล้าหาญเหมือนกัน... เท่านั้นเอง)

 คำแถลงของนายกรัฐมนตรีเบื้องต้นมีสองเรื่องหลัก คือเรื่องของแนวนโยบายใหม่ และเรื่องของการแขวะพรรคเพื่อไทยเรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งก็เป็นเกมการเมืองที่ต้องจับตากันต่อไป

 มาคุยกันเรื่องของนโยบายยี่สิบห้าฯ ที่นายกภูมิใจดีกว่าครับ ซึ่งความจริงในนโยบายข้างบน ยังไม่ครบถ้วน เพราะยังมีเรื่องของการพยายามจะขึ้นค่าแรงอีก ร้อยละ 25 ภายในสองปี

 ผมฟันธงว่าเรื่องนโยบายแบบนี้ของประชาธิปัตย์นั้นไม่ใช่ประเด็นหลักอะไรเลยในการหาเสียง เพราะประชาธิปปัตย์ไม่ต้องใช้นโยบายและโครงการในการหาเสียง และคนที่เลือกประชาธิปัตย์ก็ไม่ได้เลือกนโยบายเหล่านี้ในการหาเสียง

 เขาเลือก "นโยบายที่มองไม่เห็น" ของประชาธิปัตย์มากกว่า ซึ่ง นโยบายที่มองไม่เห็นนี้ก็รวมไปถึงอุดมการณ์และภาพลักษณ์ของพรรคด้วย ดังนั้นพรรคและกองเชียงของพรรคนี้จึงมั่นใจถึงกับเสนอว่าถ้ามีคะแนนเสียงเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อมากที่สุดก็ควรจะมีสิทธิจัดตั้งรัฐบาล (คำถามซ้ำอีกครั้งก็คือ ถ้ามีคนเลือกประชาธิปัตย์ เขาจะเลือกเพราะนโยบายที่ประกาศ หรือเลือกเพราะไม่เอาทักษิณ ไม่เอาพันธมิตร ไม่เอาเสื้อแดง ไม่เอารัฐประหารตรงๆ แต่ทำงานกับทหารได้ และไม่ส่งเสริมหรือแก้ต่างให้กับการคอรัปชั่นตรงๆ ซึ่งเรื่องเหล่านี้ทั้งหมดไม่ใช่เรื่องของนโยบาย แต่เป็นเรื่องของอุดมการณ์และการกระทำที่ไม่ได้ประกาศออกมาอย่างโจ่งแจ้ง)

 สรุปก็คือคนที่เลือกประชาธิปัตย์เขาก็เชื่อมั่นในประชาธิปัตย์อยู่แล้ว แล้วแฟนพันธุ์แท้เหล่านี้ก็มีมาก่อนยุคที่การเมืองไทยนั้นเป็นการเมืองเชิงนโยบาย

 เหตุผลที่ผมไม่ให้ความสำคัญกับนโยบายของประชาธิปัตย์ที่ประกาศออกมาก็เพราะ นโยบายเหล่านี้ชาวบ้านเขาถามว่าถ้าทำได้จริงก็ทำเลย ทำไมต้องใช้หาเสียงด้วย? ก็ในเมื่อเป็นรัฐบาลอยู่แล้ว โดยเฉพาะการขึ้นค่าแรง ซึ่งยังไม่ได้ได้ทำ ค่าครองชีพก็ขึ้นไปไม่รู้กี่รอบแล้ว แถมยังมีเรื่องที่บรรดานายทุนเองก็ออกมาขย่มว่า อ่าวพี่มาร์ค อยู่ดีๆ ก็มาโยนภาระการขึ้นค่าแรงไปที่เอกชนแบบนี้ พูดง่ายนะนั่น เพราะปัจจุบันราคาสินค้าก็แก้ไม่ได้ ที่ส่วนหนึ่งไม่ใช่เรื่องกลไกตลาด แต่เป็นเรื่องของสมรรถภาพของรัฐ (state capacity) ในการกำหนดนโยบายเพื่อนำเอาประเทศเข้าสู่ระบบโลกในแบบที่เราต้องได้ประโยชน์สูงสุด ซึ่งวันนี้ก็มองไม่เห็นเอาเสียเลยว่ารัฐนี้มีสมรรถนะในการทำงานดังกล่าว
 เรื่องการศึกษานั้นผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ต่อยอดมาทุกรัฐบาลอยู่แล้ว แล้วก็เรื่องยาเสพติดเช่นกัน พูดเช่นนี้ไม่ได้หมายใจว่าจะไม่ให้ค่ากับประชาธิปัตย์ แต่ยังมองไม่เห็นความโดดเด่นของเรื่องเหล่านี้มากนัก แต่ที่สำคัญที่เหมือนจะภูมิใจที่สุดคือโฉนดชุมชน ที่ทำสำเร็จไปแล้วหนึ่งที่ แต่คำถามก็คือ คนที่สนับสนุนประชาธิปัตย์นั้นจะทราบไหมว่า รัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลที่มีผลงานเรื่องโฉนดชุมชน และขณะเดียวกันก็ผลิตคณะปฏิรูปฯ ที่เสนอให้มีการจำกัดการถือครองที่ดินเกษตรไม่เกิน 50 ไร่?
 ถ้าจะเขียนให้วกวนอีกสักนิด ผมจะขอสรุปง่ายๆ ว่า นโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ที่ไม่ได้ประกาศตรงๆ แต่บ่งชี้ให้เห็นร่องรอยว่า อย่างน้อยประชาธิปัตย์นั้นพยายามสร้างแนวร่วมสำคัญกับกลุ่มพลังที่ไม่ปฏิเสธรัฐประหาร โดยเฉพาะประชาสังคม ที่ดูว่าจะมีความหวังกับรัฐบาลนี้มากกว่ารัฐบาลประชาธิปัตย์เดิมๆ ที่ไม่รู้จักไม่เห็นหัว และมากกว่ารัฐบาลทักษิณที่ทางใครทางมันกันในช่วงท้าย
 ในแง่นี้ก็น่าสนใจว่าประชาธิปัตย์จะกล้าพูดตรงๆ ไหมว่า เขาจะมีนโยบาย/แนวคิดอย่างไรกับ การประสานประโยชน์ของทุกฝ่ายที่เป็นแนวร่วมไม่เอาทักษิณในทางหนึ่ง แล้วก็จะอยู่กับบรรดาคนที่ไม่เอาประชาธิปัตย์-ระบอบรัฐประหารได้อย่างไร
 ท่ามกลางสภาวะที่ไม่เคยชัดเจนว่าความปรองดองคืออะไร และ ปัญหาเศรษฐกิจที่รุมเร้าเกินกว่าจะโยนผิดไปให้เพื่อนๆ เหมือนที่ทำมาครับ
 ยี่สิบห้าเนี่ยจะเป็นเคล็ด หรือจะเข้าเบญจเพสก็ยังไม่แน่ใจครับผม !!!