
ชี้"ปั่นราคา"ต้นกล้ายางสูงเกินจริงสหกรณ์สำรวจพบไม่ขาดแคลน-คาด พ.ค.คลี่คลาย
ชาวสวนยางป่วน ต้นกล้าราคาพุ่งสูงถึงต้นละ 40-50 บาท สหกรณ์ฯ สำรวจพบไม่ได้ขาดแคลน มองเกิดจากการปั่นราคาให้สูงเกินจริง คาดเดือนพฤษภาคมปัญหาคลี่คลาย
นายเพิก เลิศวังพง ประธานชุมนุมสหกรณ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ได้รับการร้องเรียนจากชุมนุมสหกรณ์ชาวสวนยางแห่งประเทศว่า ตั้งแต่ต้นปี 2554 เป็นต้นมา พบว่าราคากล้ายางพาราได้ขยับราคาสูงขึ้น โดยขณะนี้กล้ายางมีราคาซื้อ-ขายกันสูงถึงต้นละ 40-50 บาท ตามแต่ขนาดของต้น โดยผู้ขายอ้างว่ากล้ายางพาราขาดตลาด ในขณะที่ปี 2553 ราคาขายปรับไปอยู่ที่ต้นละ 35-40 บาท
ทั้งนี้ ได้ประสานให้สหกรณ์ชาวสวนยางทั่วประเทศ ตรวจสอบความต้องการกล้ายางของชาวสวนยาง และผู้ต้องการทำสวนยางพารา พบว่า ณ ขณะนี้ ทั่วประเทศมีกล้ายางกระจายอยู่ตามสหกรณ์ต่างๆ ถึงกว่า 200 ล้านต้น แต่ความต้องการกล้ายาง ทั้งความต้องการของผู้เริ่มต้นทำสวนยาง และผู้ที่เพาะปลูกอยู่แล้วแต่ต้องการขยายการเพาะปลูก มีเพียงกว่า 90 ล้านต้น หรือไม่เกิน 1 ล้านต้น ดังนั้น ปัญหากล้ายางราคาสูงขึ้น จึงเกิดจากการปั่นราคากล้ายางให้สูงเกินความจริง
"ปัญหาราคากล้ายางแพงเกินจริงคาดว่าจะลดลงในเดือนพฤษภาคม 2554 ซึ่งเป็นช่วงเดือนของการเพาะยาง และจะมีกล้ายางจากสหกรณ์ชาวสวนยางทั่วไทยกระจายไปยังผู้เพาะปลูกอย่างเต็มที่ ส่งผลให้ราคากล้ายางลดลงในที่สุด" นายเพิก กล่าว
ด้านนายสันติ ภูมิเงิน หัวหน้าด่านตรวจพืชท่าเรือระนอง กล่าวว่า ขณะนี้ได้รับรายงานว่ามีสินค้าเกษตรอีกหลายตัวนอกจากยางพาราทะลักเข้ามายังฝั่งไทยอันเป็นผลต่างจากราคาซื้อ-ขาย ทำให้ทางเจ้าหน้าที่ต้องปรับแผนการทำงานที่จะต้องเข้มงวด ในการตรวจตราการผ่านเข้าออกของเรือสินค้าต่างๆ เพิ่มขึ้น เนื่องจากจะเป็นช่องว่างและช่องทางที่กลุ่มผู้ลักลอบ ลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตรซุกซ่อนเข้ามายังฝั่งไทยได้
ทั้งนี้ ภารกิจของด่านกักกันพืชคือการควบคุมการนำเข้า ส่งออก นำผ่านพืช และวัสดุทางการเกษตร สำหรับยางพาราจัดเป็นสินค้าต้องห้ามตาม พ.ร.บ.กักพืช พ.ศ.2507 ฉบับที่ 5 และ พ.ร.บ.ควบคุมยางพารา พ.ศ.2542 ไม่อนุญาตให้มีการนำเข้ามาภายในประเทศ ซึ่งผู้ที่นำเข้ามาทั้งคนขับเรือ เจ้าหน้าที่ประจำเรือ หรือเจ้าของสินค้า มีความผิดในข้อหานำเข้าสินค้าต้องห้ามเข้ามาในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมาย
ขณะที่เมื่อวันที่ 1 มีนาคม ที่ผ่านมา กระทรวงอุตสาหกรรมได้เสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเห็นชอบยุทธศาสตร์การพัฒนาผลิตภัณฑ์ยางและไม้ยางพารา และการจัดตั้งผลิตภัณฑ์ยางและไม้ยางพารา โดยยุทธศาสตร์การพัฒนาผลิตภัณฑ์ยางและไม้ยางพารา ได้แก่ การพัฒนาผลิตภัณฑ์การพัฒนาบุคลากร ห้องทดสอบ การสร้างและพัฒนาฐานข้อมูล รวมระยะเวลา 5 ปี (2555-2559) งบประมาณรวม 405 ล้านบาท ส่วนการตั้งสถาบันพัฒนาผลิตภัณฑ์ยางและไม้ยางพารา จะขอรับการสนับสนุนงบประมาณปีละ 10 ล้านบาท เป็นเวลา 5 ปี รวมเป็นเงิน 50 ล้านบาท



