
อียูวางเงื่อนไขนำเข้าพืชผักไทย5กลุ่ม
อียูส่งหนังสือถึงไทยไม่ระงับการนำเข้าพืชผัก 5 กลุ่ม ตีกรอบให้ตรวจสอบ 100% ก่อนส่งออก และหากเจอสารตกค้างปลายทางเจอมาตรการตรวจเข้มมากขึ้น "เกียรติ" เตรียมเรียกผู้ประกอบการทำความเข้าใจเกี่ยวกับการผลิตและบรรจุ
นายเกียรติ สิทธีอมร ประธานผู้แทนการค้าไทย เปิดเผยว่า ได้รับหนังสืออย่างเป็นทางการของคณะกรรมาธิการยุโรป (อียู) จากนายเดวิด ลิปแมน เอกอัครราชทูตสหภาพยุโรป และหัวหน้าคณะผู้แทนคณะกรรมาธิการยุโรปประจำประเทศไทย ระบุว่าอียูจะไม่ระงับการนำเข้าพืชผัก 5 กลุ่ม 16 ชนิดของไทย แต่พืชผักดังกล่าวของไทยจะต้องทำการตรวจสอบ 100% ก่อนส่งออก โดยอียูจะจัดส่งเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้ความรู้ทางวิชาการเรื่องป้องกันสารเคมีตกค้างและแมลงศัตรูพืช อย่างไรก็ตาม หากสินค้าที่ส่งถึงปลายทางยังพบว่ามีสารตกค้าง หรือแมลง อียูก็ขอสงวนสิทธิ์ที่จะดำเนินการมาตรการเข้มข้นมากขึ้นต่อไป
ทั้งนี้ ในวันที่ 10 มีนาคมนี้ จะมีการเชิญหน่วยงานและผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับการผลิต บรรจุ และส่งออกพืชผักทั้ง 5 กลุ่ม อันประกอบด้วย กลุ่ม 1.กะเพรา โหระพา แมงลัก ยี่หร่า กลุ่ม 2.พริก กลุ่ม 3.มะระจีน มะระขี้นก กลุ่ม 4.มะเขือเปราะ มะเขือยาว มะเขือม่วง มะเขือขื่น และกลุ่ม 5.ผักชีฝรั่ง มาหารือ เช่น ผู้ผลิตระดับฟาร์ม โรงอบและรมควัน และผู้ส่งออก เพื่อหารือมาตรการควบคุมไม่ให้มีสารตกค้าง หรือแมลงติดไปกับพืชผักที่ส่งออกไปอียู
ที่ผ่านมากรมวิชาการเกษตร ได้เข้าไปตรวจสอบมาตรฐานของฟาร์มที่ผลิตพืชผัก ซึ่งต้องได้มาตรฐานจีเอพี มีการตรวจสอบมาตรฐานโรงงานแพกเก็จจิ้ง ที่ต้องมีการขึ้นทะเบียนกับกรม และผู้ส่งออกที่ต้องมีหน้าที่ดูแลสินค้าส่งออกอย่างเข้มงวด และต้องวางระบบตรวจสอบย้อนกลับ หากพบว่าแหล่งผลิตหรือขั้นตอนใดมีปัญหาก็ถูกขึ้นบัญชีดำ
“ยอมรับการขึ้นบัญชีดำบริษัทหรือฟาร์มที่ไม่รับผิดชอบ ไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหา เพราะเมื่อขึ้นบัญชีดำไปแล้ว คนพวกนี้ก็ไปเปลี่ยนชื่อบริษัทใหม่ และส่งออกได้เหมือนเดิม แต่เราจะวางกระบวนการการตรวจสอบที่รัดกุมที่สุด และแม้ว่ามูลค่าการส่งออกพืชผักทั้ง 5 กลุ่มนี้จะน้อย แต่จะทำเป็นไม่สนใจไม่ได้ เพราะหากเราคุมไม่ได้ ก็จะมีผลกระทบต่อภาพลักษณ์พืชผักของไทยทุกชนิด” นายเกียรติ กล่าว



