
สังคมเชิงปริมาณ
หากจะพูดว่าสังคมไทยเป็นสังคมที่เน้นหนักในเรื่องปริมาณมากกว่าคุณภาพก็คงจะไม่ผิดอะไรนัก เพราะคนไทยในทุกวันนี้คิดอะไรในเชิงปริมาณ พูดอะไรในเชิงปริมาณ และวัดความสำเร็จกันด้วยปริมาณเป็นส่วนใหญ่
แม้ว่าการหาค่าของสิ่งต่างๆ เป็นจำนวนหรือตัวเลขจะเป็นแนวคิดของชาวตะวันตก แต่พวกเขาก็ใช้ผลลัพธ์ที่ได้ไปในทางคำนวณหาค่าเปรียบเทียบ หรือในทางสถิติมากกว่าจะใช้เป็นเครื่องมือบอกวัดหรือบ่งชี้ค่าสัมฤทธิผล เช่นที่คนไทยนิยมทำกันอยู่ในเวลานี้ ซึ่งเมื่อเราหันมานิยมเชิงปริมาณกันมากขึ้น ก็ทำให้เกิดกลไกในการสร้างตัวเลขหรือปริมาณเพื่อตอบโจทย์ที่ต้องการ ซึ่งทำให้ค่าหรือผลที่ออกมานั้น ผิดเพี้ยนหรือเป็นการออกแบบไว้ล่วงหน้า
ผมได้มีโอกาสพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายกิจกรรมขององค์กรใหญ่แห่งหนึ่ง ถึงเรื่องการคัดคนเข้าร่วมในกิจกรรม ว่าควรจะมีการปรับปรุงกฎเกณฑ์ให้เข้มงวดขึ้นเพื่อให้ได้คนที่มีความสนใจอย่างแท้จริง และสามารถที่จะรับหรือนำสิ่งที่ได้จากกิจกรรมนั้นไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและสังคมอย่างแท้จริง มากกว่าการกำหนดเงื่อนไขอย่างกว้างๆ ซึ่งที่ผ่านมาก็เห็นได้อย่างชัดเจนว่า คนส่วนหนึ่งต้องการได้ชื่อว่าเข้าร่วมกิจกรรม โดยไม่ได้สนใจต่อสาระและเจตนารมณ์ของกิจกรรมอย่างแท้จริง ซึ่งการปรับปรุงกฎเกณฑ์จะทำให้เกิดประโยชน์เพิ่มขึ้นทั้งตัวผู้เข้าร่วมกิจกรรม องค์กร และสังคม แต่เจ้าหน้าที่แย้งว่าการปรับปรุงกฎเกณฑ์อย่างที่ผมเสนอ จะทำให้มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมน้อยลง ซึ่งอาจจะก่อปัญหาและผลกระทบต่อตัวกิจกรรมเอง
ผู้บริหารจะเห็นว่ากิจกรรมดังกล่าวไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร จึงอาจจะลดงบประมาณลง หรือถึงขั้นเลิกจัดได้ เพราะภายในองค์กรมีการจัดกิจกรรมต่างๆ อยู่มาก ผู้บริหารไม่มีเวลาที่จะลงในรายละเอียด หากแต่จะพิจารณาผลสัมฤทธิ์จากจำนวนของผู้เข้าร่วมกิจกรรมเป็นสำคัญ
ภาครัฐเองก็ไม่ได้ดีหรือคิดต่างไปจากภาคเอกชนหรอกครับ ถ้าไม่เชื่อก็ลองไปดูแบบเสนอโครงการต่างๆดู จะเห็นว่าเน้นที่ปริมาณของผู้เข้าร่วมโครงการ และวัดความสำเร็จกันด้วยตัวเลขของจำนวนผู้เข้าร่วมโครงการเช่นกัน โดยไม่ได้มีการสำรวจอย่างจริงจังว่าผู้ที่เข้าร่วมโครงการนั้นมีความสนใจอย่างแท้จริงหรือแค่ถูกกะเกณฑ์มาเป็นหน้าม้า และประโยชน์ที่ได้รับนั้นคุ้มกับเวลา ทรัพยากร และงบประมาณจริงๆ หรือไม่ หรือว่าเกิดประโยชน์ด้านความดีความชอบแก่เจ้าของโครงการเท่านั้น?
ถ้าดูกันให้ลึกซึ้งกว่านี้ ก็จะเห็นว่าโครงการที่เน้นเชิงปริมาณนั้น มักจะมีผลสัมฤทธิ์ที่ไม่ค่อยสัมฤทธิผลสักเท่าไหร่ที่เห็นกันชัดๆ ก็คือจำนวนคนรู้หนังสือในประเทศไทย ซึ่งสถิติในปี พ.ศ.2549 ระบุไว้ถึง 99.76 เปอร์เซ็นต์ แต่สถิติคนอ่านหนังสือในเมืองไทย เมื่อปี พ.ศ.2551 กลับมีเพียง 69.3 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งหนังสือที่อ่านส่วนใหญ่ก็คือหนังสือพิมพ์รายวัน ขณะเดียวกันการที่คนไทยเรียนจบการศึกษาภาคบังคับเพิ่มขึ้น ก็ไม่ได้แปลว่าคนเหล่านั้นจะมีความรู้เพียงพอตามหลักสูตร ดังนั้นหากชื่นชมกับตัวเลขเชิงปริมาณ โดยมิได้คำนึงถึงคุณภาพ ก็จะเป็นการตั้งสมมติฐานที่ผิดตั้งแต่แรก และนำไปสู่ความผิดพลาดหรือล้มเหลวในการคำนวณเรื่องอื่นๆ
สำหรับผมฝันที่จะเห็นสังคมไทยเป็นสังคมเชิงคุณภาพ มีความมั่นคง มีความสุข และมีผลสัมฤทธิ์ที่แท้จริง มากกว่าสังคมเชิงปริมาณเช่นที่เป็นอยู่ในเวลานี้ ไม่ใช่เรื่องน่าอับอายขายขี้หน้าแต่อย่างใด ถ้าคนไทยจะรู้หนังสือสัก 69.3 เปอร์เซ็นต์ แต่คนจำนวนนั้นอ่านหนังสือกัน 99.76 เปอร์เซ็นต์ และส่วนใหญ่อ่านวรรณกรรมระดับโลกหรือหนังสือวิชาการ และก็ไม่ใช่เรื่องน่าตระหนกตกใจแม้แต่น้อย ถ้าเด็กไทยส่วนหนึ่งจะเรียนไม่จบการศึกษาภาคบังคับ แต่คนที่เรียนจบพวกนั้นมีความรู้เต็มภาคภูมิ มิใช่สักแต่ว่าจบๆ ไปตามนโยบายของภาครัฐ
แต่ที่สำคัญอย่างยิ่งก็คือ ภาคการเมืองต้องยุติการขายความฝันด้วยตัวเลขหรูๆ เสียที เพราะตัวเลขเชิงปริมาณในนโยบายของพรรคการเมืองและรัฐบาล คือต้นตอประการหนึ่งที่ทำให้ข้าราชการแสวงหาวิธีการหรือปั้นตัวเลขสนองตอบนโยบายเหล่านั้น
และทำให้ประเทศไทยกลายเป็นสังคมเชิงปริมาณ (แบบกลวงๆ) กันต่อไป



