
เฉลิมยันร่วมซักฟอกอ้างพรรคขอให้ช่วย
"เฉลิม"ร่วมซักฟอก อ้างพรรคขอให้ช่วยอภิปรายเด็ดขาด ออกตัวไม่กล่าวสรุประบุเป็นหน้าที่มิ่งขวัญไม่อยากแย่ง ยกตัวเองอภิปรายมาสองครั้งแล้วเกินเป้า หากเป็นรัฐบาลพรรคอื่นสอบตกไปแล้ว เลือกตั้งครั้งหน้าพท.ชนะชัวร์ เย้ยปชป.ไม่ได้ส.ส.เกินครึ่งแน่นอน เตรียมตั้งก
เมื่อเวลา 12.45 น. 1 มี.ค.ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์กรณีนายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจของพรรคเพื่อไทยเป็นแบบโหด เลว ฮา และระบุว่าร.ต.อ.เฉลิมอภิปรายเป็นแบบโหดว่า ความจริงแล้วตนไม่ใช่คนโหด แต่พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลที่มีคนตาย 91 ศพ บาดเจ็บ 2000 รายนั้น แบบนี้จึงเรียกว่ามหาโหด ตนจบปริญญาเอกด้านกฎหมาย ฉะนั้นการอภิปรายจะไม่ใช่ทั้บู๊และบุ๋น มันต้องแล้วแต่สถานการณ์ หากตนพูดนิ่ม ๆ คนจะบอกว่าตนป่วย ฉะนั้นมันเป็นสไตล์ใครสไตล์มัน ตนเป็นคนขี้กลัวด้วยซ้ำ ไม่ได้ไปบู๊อะไร
ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวว่า การอภิปรายครั้งนี้ ตนไม่ได้เตรียมข้อมูลมาก่อน เพราะคิดว่าเป็นหน้าที่นายมิ่งขวัญ แต่เมื่อพรรคมีมติให้อภิปรายแบบเด็ดขาด ตนจึงเข้าร่วมด้วย ตอนนี้กำลังรวบรวมหลักฐานเอกสารว่า จะอภิปรายใครบ้าง เพราะการอภิปรายนั้นเป็นข้อหารุนแรงที่สุด เหยาะแหยะไม่ได้ ข้อมูลต้องเฉียบขาด หลักฐานต้องชัดว่ารัฐบาลผิดอะไร การอภิปรายนั้นหากรัฐบาลบริหารล้มเหลวบกพร่องก็อภิปรายได้เช่นกัน อย่าคิดว่าต้องเป็นเรื่องทุจริตอย่างเดียว ยืนยันว่าร่วมอภิปรายแน่และไม่ได้ท่ามาก เรื่องมาก แต่การอภิปรายครั้งนี้ ตนไม่ได้กำหนดยุทธศาสตร์จึงไม่รู้ว่านายมิ่งขวัญวางใครไว้บ้างและคงจะได้คุยกันเร็ว ๆ นี้
“ตนรู้สึกกดดันเพราะกลัวว่าคอการเมืองที่ติดตามตนมาตลอดจะมองว่าการอภิปรายครั้งนี้ไม่เหมือนสองครั้งที่ผ่านมา ฉะนั้นสุดสัปดาห์นี้จะทำการบ้านอย่างหนัก ” ร.ต.อ.เฉลิมกล่าว
เมื่อถามว่า ความหนักใจที่ระบุไว้ข้างต้นนั้นแสดงว่าพรรคอาจไม่พร้อมในการอภิปราย ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวว่า หนักใจเฉพาะในส่วนของตน แต่ไม่ได้หนักใจในส่วนของนายมิ่งขวัญ เพราะไม่รู้ว่ามีทีเด็ดใดบ้าง การอภิปรายสองครั้งที่ผ่านมาตนทำได้เกินเป้า หากเป็นรัฐบาลอื่นคงอยู่ไม่ได้แล้วและนายมิ่งขวัญชอบเก็บความลับ หากเป็นตนนั้นจะค่อย ๆ ปลิ้นข้อมูลออกมา เปรียบเหมือนลิเกคือหากจะเล่น ต้องออกแขกจะได้ฮอต เหมือนคนไปดูการเต้นระบำนั้น ไม่มีใครอยากเห็นตอนแก้ผ้า แต่อยากเห้นตอนถอดทีละชิ้น
ผู้สื่อข่าวถามว่าการอภิปรายครั้งนี้ จะเป็นผู้สรุปการอภิปรายใช่หรือไม่ ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวว่า ต้องให้นายมิ่งขวัญเป็นผู้สรุปเพราะมีสองบทบาทคือ เป็นผู้อภิปรายนำและเป็นผู้สรุปการอภิปราย หากคนอื่นไปกล่าวสรุป นายมิ่งขวัญอาจบอกว่าไม่ถูกใจหรือพังเพราะคนสรุปได้ ฉะนั้นตนจึงไม่ขอสรุปการอภิปราย แต่นายมิ่งขวัญอาจมอบให้ใครเป็นผู้สรุปก็ได้
เมื่อถามว่านายมิ่งขวัญไม่ออกแขกก่อน ผิดพลาดหรือไม่ ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวว่า สไตล์ใครสไตล์มัน นายมิ่งขวัญอาจมีทีเด็ดก็เป็นได้ ส่วนเวลาอภิปรายที่ฝ่ายค้านขอไปสี่วันนั้น สามารถขอได้แต่เชื่อว่ารัฐบาลให้ไม่เกินสองวันแน่ รู้จักพรรคประชาธิปัตย์น้อยไป เพราะเป็นเจ้าสังเวียนสภา
ผู้สื่อข่าวถามว่า ให้ข้อมูลการอภิปรายกับทีมของนายมิ่งชขวัญไปบ้างนั้นจะร่วมอภิปรายในข้อมูลนั้นด้วยหรือไม่ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่ากระทรวงพาณิชย์และมหาดไทยนั้นตนมอบให้หมดแล้ว จะแบ่งมาอภิปรายก็คงไม่ได้ เพราะจะเสียมรรยาท ฉะนั้นตนต้องหาข้อมูลใหม่ สุดท้ายเขื่อว่าน่าจะได้เพราะรัฐบาลนี้ท้าทายเหลือเกิน ยืนยันว่าไม่ใช่การแตกแยก ตนพร้อมช่วยพรรคเต็มที่ แต่อภิปรายครั้งนี้ตนเตรียมตัวช้าไปนิด
ต่อข้อถามที่ว่า การเลือกตั้งครั้งหน้า พรรคประชาธิปัตย์ตั้งเป้ากวาดส.ส. 250 คน ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวว่า ไม่กล้าวิจารณ์ หากทำได้จริงคงต้องนับสองครั้ง เพราะขนาดการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา พรรคประชาธิปัตย์ได้ส.ส. 165 คนยังใจจะขาด การเลือกตั้งครั้งหน้าในสองระบบใหม่นั้น พรรคเพื่อไทยชนะพรรคประชาธิปัตย์แน่นอน ส่วนจะเกินกึ่งหนึ่งของสภาหรือไม่นั้น ไม่กล้าบอกแต่พรรคใดได้เสียงส.ส.น้อยกว่าไม่ควรหน้ามึนแย่งตั้งรัฐบาล ส่วนสูตรส.ส. 375+125 คนนั้น อย่าคิดว่าจะได้เปรียบ เพราะพวกตนหาเสียงได้ง่าย ตนขึ้นไปหาเสียงภาคเหนือครั้งล่าสุดนั้น ประชาชนขอให้นำพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กลับบ้าน ฉะนั้นวันนี้พรรคตกผลึกแล้ว วันนี้ไม่มีใครก้าวข้ามทักษิณ อย่างนี้ยิ่งหาเสียงง่าย
ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวด้วยว่า วันที่ 4 มี.ค.ตนจะยื่นกระทู้สดถามรัฐบาลว่าปตท.ไปลงทุนในอียิปต์นั้นเหตุใดรัฐวิสาหกิจแห่งนี้ทำตัวเป็นเทวดามาตลอด ฉะนั้นเรื่องใดไม่ถูกต้อง ต้องตรวจสอบให้ชัด
สอนน้องแจกกลยุทธ "15 S"สู้ศึกเลือกตั้ง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ร.ต.อ.เฉลิม ได้แจกเอกสาร”กลยุทธที่นิยมใช้ในการหาเสียง”ให้สื่อมวลชนก่อน งานสัมมนาผู้สมัครส.ส.ระบบเขต 310 คน โดยมีสาระสำคัญถึงหลัก 15 "S" ว่า ประกอบด้วย Strength คือ จุดแข็งของผู้สมัครรับเลือกตั้ง และ จุดแข็งของนโยบายพรรคการเมือง Star คือ ความเป็นดาราในดวงใจของประชาชนของผู้สมัครับเลือกตั้ง Sign คือ กลยุทธ์การหาเสียงด้วยป้ายหาเสียงหรือใช้สัญลักษณ์ต่างๆ Slogan คือ กลยุทธ์การสื่อสารด้วยคำขวัญ หรือคำพูดที่คล้องจองกระชับจดจำได้ง่าย Shows คือ กลยุทธ์การเดินหาเสียงแสดงตนให้ประชาชนพบปะตามสถานที่ต่างๆ
Sawasdee คือแสดงการทักทายผู้คนด้วยการพนมมือแสดงการสวัสดี Speech คือกลยุทธ์การปราศรัยเป็นกลยุทธ์หาเสียงที่ใช้กันมานาน มีข้อจำกัดเรื่องความสามารถของบุคคล Seminar คือการสัมมนาของผู้สมัครรับเลือกตั้งหรือการสัมมนาของพรรคการเมือง Signature คือการให้ลายเซ็นของผู้สมัครรับเลือกตั้งให้ประชาชนที่ชื่นชอบเก็บไปเป็นที่ระลึก SMS คือ การส่งข้อมูลผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่
Staffs คือการใช้หัวคะแนนหรือการใช้ทีมงานในการหาเสียง Sympathy คือการขอความเห็นอกเห็นใจ ขอโอกาสให้ตนเข้าไปรับใช้พี่น้องประชาชนเป็นครั้งแรกในสภา Stays คือในรูปของการที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งใช้ระยะเวลาคลุกคลีกับชาวบ้าน Stickers คือใช้สติกเกอร์หาเสียง มักจะเชิญชวนให้เลือกพรรคของตนหรือระบุชื่อและหมายเลขของผู้สมัครรับเลือกตั้ง Strategy คือวางกลยุทธ์การหาเสียงในลักษณะที่ต้องการหาช่องทางที่จะบรรลุเป้าหมายทางการตลาด
นอกจากนี้ ร.ต.อ.เฉลิม ยังแจกเอกสาร”ยุทธศาสตร์ 7 แผน 4 ปรับ 3 หลัก 6 เร่ง"ดังต่อไปนี้ โดย 7 แผน คือ 1. แผนการสกัดกั้นอำนาจรัฐ เพื่อสอดส่องติดตามพฤติกรรมการใช้อำนาจรัฐ คุกคาม ข่มขู่ ประชาชนและสกัดกั้นการใช้อำนาจรัฐโดยอาศัยองค์กรของพรรค สื่อสารมวลชน และองค์กรภาคเอกชน 2. แผนการสกัดกั้นอำนาจเงิน เพื่อสอดส่องติดตามพฤติกรรมการใช้อำนาจเงิน ในการทุจริตการเลือกตั้ง 3. แผนการสกัดกั้นอำนาจมืด เพื่อสอดส่องติดตามพฤติกรรมการใช้อิทธิพล อำนาจมืดคุกคาม ข่มขู่ประชาชนและสกัดกั้นการใช้อิทธิพลและอำนาจมืด 4. แผนการประชาสัมพันธ์ สำรวจ ศึกษาวัฒนธรรมและความต้องการแต่ละท้องถิ่นเพื่อประชาสัมพันธ์ในพื้นที่เลือกตั้งเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการท้องถิ่น 5. แผนการจัดตั้งมวลชน สำรวจและประเมินความได้เปรียบเสียเปรียบในแต่ละพื้นที่อย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ 6. แผนการหาเสียง นำข้อผิดพลาดและบทเรียนจากการเลือกตั้งที่ผ่านมาและข้อมูลจากการสำรวจและเมินพื้นที่มาใช้วางแผนการหาเสียง เพื่อให้การหาเสียงในพื้นที่เป็นไปอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ 7. แผนการบริหารจัดการ ปรับปรุงการบริหารจัดการภายในพรรค เพื่อให้สอดคล้องและปฎิบัติตามแผนทั้ง 6 ข้างต้นได้อย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ
ส่วนคือ 4 ปรับ คือ 1. ปรับวิธีการโฆษณาประชาสัมพันธ์ 2. ปรับวิธีการจัดตั้งมวลชน 3. ปรับวิธีการหาเสียงและ 4. ปรับวิธีการบริหารจัดการ ทั้งนี้จะต้องยึดมั่นใน 3 หลักคือ 1. หลักการประชาธิปไตย ยึดมั่นในหลักการประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข พรรคเพื่อไทย หัวใจคือประชาชน 2. หลักการเพื่อประชาชน สร้างนโยบายและทำงานเพื่อให้ประชาชนกินดี อยู่ดีและมีความสุข สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนในแต่ละพื้นที่ 3. หลักการของพรรค ยึดมั่นในนโยบายของพรรคซึ่งได้พิสูจน์แล้วว่าทำได้จริง
นอกจากนี้ ต้องดำเนินการใน 6 เร่งคือ 1. เร่งดำเนินการสร้างเครือข่ายร่วมองค์กรของพรรค สื่อสารมวลชนและองค์กรภาคเอกชน เพื่อสกัดกั้นอำนาจรัฐ อำนาจมืดและอำนาจเงิน 2. เร่งดำเนินการประสานงานกับทุกฝ่ายภายในพรรค เพื่อให้เกิดความเข้าใจในยุทธศาสตร์ที่ตรงกัน ปฎิบัติงานสอดคล้องและเกื้อหนุนกันอย่างเป็นระบบ 3. เร่งดำเนินการตั้งคณะทำงานเพื่อจัดตั้งมวลชนในแต่ละพื้นที่ 4. เร่งดำเนินการตั้งคณะทำงานเพื่อการโฆษณาประชาสัมพันธ์ในแต่ละพื้นที่ 5. เร่งดำเนินการสำรวจศึกษาวัฒนธรรมและความต้องการของแต่ละท้องถิ่นในภาวะการณ์ปัจจุบัน จำแนกมวลชนชนในพื้นที่เพื่อจัดทำแผนปฎิบัติงานที่มีประสิทธิภาพ 6. เร่งปลุกจิตสำนึกบุคลากรของพรรค ปรับทัศนคติในการปราศรัยหาเสียงและการลงพื้นที่หาเสียง ส.ส.และว่าที่ผู้สมัครให้เป็นไปตามยุทธศาสตร์ เพื่อให้การหาเสียงเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ



