
พาณิชย์ชี้ราคาข้าวไทยส่อสดใสต่างชาติเพิ่มสต็อก-ข้าวขาว5%ลุ้นแตะ600ดอลล์
พาณิชย์ชี้ราคาข้าวไทยมีแนวโน้มดี หลายประเทศต้องการเพิ่มสต็อกข้าวเพื่อความมั่นคงทางอาหาร มองสภาวะอากาศแปรปรวนกระทบผลผลิตข้าวลดลง คาดราคาข้าวขาว 5% มีโอกาสถึง 600 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ระบุหลายประเทศเจรจาซื้อข้าวจากไทยแบบจีทูจีอีก 7-8 แสนตัน แย้มศึกษาแนวทางนำ
นายมนัส สร้อยพลอย อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวถึงแนวโน้มราคาข้าว โดยคาดว่าจะปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากมีความต้องการบริโภคข้าวในตลาดโลกสูง จากการที่ประเทศผู้นำเข้าหลายประเทศเร่งเพิ่มสต็อกข้าวเพื่อความมั่นคงทางอาหาร เช่นในตะวันออกกลางและแอฟริกา และขณะนี้หลายประเทศอยู่ระหว่างเจรจาซื้อข้าวจากไทยผ่านระบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) รวมเป็นความต้องการประมาณ 7-8 แสนตัน มีทั้งประเทศในแถบแอฟริกา ตะวันออกกลาง และเอเชีย
โดยเร็วๆ นี้ อินโดนีเซียยังมีความต้องการนำเข้าข้าวใหม่อีก 2-3 แสนตัน เพื่อเก็บเป็นเซฟตี้สต็อก ฟิลิปปินส์จะต้องมีการเปิดประมูลนำเข้าข้าวไม่น้อยกว่า 1.5 ล้านตันในช่วงไตรมาส 2 และ 3 นี้ ส่วนจีนซึ่งเป็นผู้ผลิตและผู้บริโภคข้าวรายใหญ่ของโลกกำลังประสบปัญหาภัยแล้ง ทำให้ผลผลิตข้าวลดลง ดังนั้นสถานการณ์ของประเทศต่างๆ รวมทั้งสภาวะอากาศแปรปรวน จะยิ่งส่งผลในทางบวกต่อประเทศไทย ทั้งด้านปริมาณการส่งออกที่จะเพิ่มขึ้น และราคาข้าวที่ปรับตัวดีขึ้นในระยะยาว
"คาดว่าราคาข้าวขาว 5% มีโอกาสเพิ่มขึ้นไปที่ 600 ดอลลาร์สหรัฐต่อตันในเร็วๆ นี้ เนื่องจากสถานการณ์ภัยแล้งและอากาศแปรปรวนทั่วโลก โดยปริมาณน้ำในเชื่อนของไทยขณะนี้เหลืออยู่เพียง 50% ถือว่าไม่มากนัก และหากไม่มีฝนตกก็จะมีผลกระทบต่อผลผลิตข้าวนาปรัง หรืออาจจะลดลงจากที่คาดไว้ว่าจะมีผลผลิตออกมาประมาณ 8 ล้านตันข้าวเปลือก"นายมนัสกล่าว
นอกจากนี้กรมการค้าต่างประเทศอยู่ระหว่างการดำเนินการจัดทำยุทธศาสตร์ความร่วมมือด้านข้าวกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น พม่า เขมร และเวียดนาม ซึ่งเป็นประเทศผู้ผลิตข้าวเช่นกัน โดยกำลังศึกษาแนวทางที่นำเข้าข้าวเปลือกจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาสีและส่งออก โดยไม่ให้ส่งผลกระทบต่อชาวนา ดังนั้น การดำเนินการอาจจะต้องควบคุมเขตที่จะให้แปรรูป เช่น บริเวณชายแดนที่ติดกับประเทศเพื่อนบ้าน และอาจต้องกำหนดด่านที่จะต้องนำเข้า เป็นต้น
ส่วนที่หลายฝ่ายวิตกกังวลถึงราคาข้าวในประเทศมีแนวโน้มลดลง เนื่องจากพ่อค้าและผู้นำเข้าต่างรอผลผลิตข้าวของเวียดนามที่จะออกสู่ตลาดในช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคมประมาณกว่า 12 ล้านตัน ประกอบกับเวียดนามลดค่าเงินด่อง ทำให้มีการปรับลดราคาส่งออกลง เพื่อจะช่วยรองรับผลผลิตข้าวที่กำลังเก็บเกี่ยวและกระตุ้นการส่งออก อย่างไรก็ตาม หากผลผลิตข้าวในฤดูกาลหลักของเวียดนามออกสู่ตลาดหมดแล้วในช่วงเดือนมีนาคม ผลผลิตข้าวของเวียดนามก็จะทยอยลดลงและการส่งออกชะลอตัว ขณะที่ไทยยังมีการผลิตข้าวได้อย่างต่อเนื่อง และสามารถส่งออกได้ตลอดทั้งปี จึงทำให้ไทยมีความได้เปรียบในการส่งออกมากขึ้น



