ข่าว

ชดเชยดีเซลเพิ่มอีกลิตรละ50สต.รัฐใช้เงินกองทุนน้ำมันฯเพิ่มเป็น247ล้านบ.ต่อวัน

ชดเชยดีเซลเพิ่มอีกลิตรละ50สต.รัฐใช้เงินกองทุนน้ำมันฯเพิ่มเป็น247ล้านบ.ต่อวัน

28 ก.พ. 2554

กบง.เพิ่มเงินชดเชยราคาน้ำมันดีเซลอีกลิตรละ 50 สตางค์ กดไม่ให้ราคาแตะ 30 บาท เผยต้องใช้เงินเพิ่มขึ้นเป็น 247 ล้านบาทต่อวัน รวมใช้เงินกองทุนน้ำมันชดเชยดีเซลแล้วกว่า 8 พันล้านบาท บางจากฯ เพิ่มคาดการณ์น้ำมันโลกเป็น 95-100 ดอลล์ต่อบาร์เรล

 นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ว่า ที่ประชุม กบง.มีมติใช้เงินกองทุนน้ำมันชดเชยราคาน้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้นอีก 50 สตางค์ต่อลิตร เพื่อตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ที่ลิตรละ 29.99 บาท ตามนโยบายของรัฐบาล โดยการชดเชยดังกล่าวส่งผลให้ภาระของกองทุนน้ำมันเพิ่มขึ้นเป็น 247 ล้านบาทต่อวันในการการตรึงดีเซล มีเงินไหลออกจากกองทุนเดือนละ 7,405 ล้านบาทต่อเดือน ซึ่งจนถึงขณะนี้กองทุนใช้เงินในการชดเชยดีเซลไปแล้วทั้งสิ้น 8,070 ล้านบาท โดยมีเงินกองทุนคงเหลือ 21,814 ล้านบาท

 ด้านนายอนุสรณ์ แสงนิ่มนวล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บางจากได้ปรับเพิ่มการคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบในปีนี้ใหม่ จากเดิมที่บางจากมองว่าราคาน้ำมันจะไม่เกิน 90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ไปอยู่ที่ระดับ 95-100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับตลาดโลก ส่วนราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศ จะปรับตัวสูงขึ้นในระดับใดนั้น คงขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาล โดยราคาน้ำมันยังมีความเสี่ยงจากการที่กองทุนเก็งกำไร มีการซื้อน้ำมันเก็บไว้ถึง 200 ล้านบาร์เรล ถือว่าสูงมาก และหากมีการเทขายออกมา อาจส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมัน

 ขณะที่นายสรัญ รังคสิริ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปทต. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคมนี้ ปตท.จะจำหน่ายน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว (บี 2) เกรดเดียวกับที่สถานีบริการน้ำมัน ปตท.ทั้ง 1,303 แห่งทั่วประเทศ ตามมติที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่ให้ปรับลดสัดส่วนการผสมไบโอดีเซลในน้ำมันดีเซลหมุนเร็วลง จากปัจจุบันผสม 3% ให้เหลือเพียง 2% เป็นการชั่วคราว เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาน้ำมันปาล์มขาดแคลน

 อย่างไรก็ตาม ปตท.ยังคงมีนโยบายสนับสนุนการใช้พลังงานทดแทน เพราะเป็นการช่วยลดการขาดดุลการค้า และบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนจากความผันผวนของราคาน้ำมัน ที่จำเป็นต้องนำเข้ามาจากต่างประเทศ และยังเป็นการสร้างความมั่นคงและเสถียรภาพทางพลังงานของประเทศได้อีกทางหนึ่งด้วย

 นายเมธี สุภาพงษ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจในประเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า หากสถานการณ์ความรุนแรงในตะวันออกกลางกินระยะเวลานานกว่า 2-3 เดือน อาจส่งผลกระทบต่อภาพรวมการเติบโตของเศรษฐกิจไทย แต่เชื่อว่าไม่น่าจะทำให้การเติบโตต่ำกว่า 3% โดยผลกระทบหลักจะเป็นเรื่องราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นมา ส่วนการส่งออกนั้น เท่าที่ประเมินสถานการณ์ขณะนี้ ยังไม่น่าจะมีผลกระทบใดๆ เพราะปัจจุบันไทยส่งออกไปยังประเทศแถบตะวันออกกลางเพียง 5% ของการส่งออกทั้งหมด

 “ในเรื่องการค้าขายระหว่างกันแล้ว จนถึงขณะนี้เรายังไม่เห็นว่ามีผลกระทบรุนแรงอะไร ยกเว้นในเรื่องของราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ดังนั้น สถานการณ์เหล่านี้ยังเป็นประเด็นที่ต้องจับตาดูกันต่อไป” นายเมธี กล่าว