ข่าว

 ชงบังคับสำรอง-บริหารสต็อกแผนแก้วิกฤติน้ำมันปาล์มขาดระยะยาว

ชงบังคับสำรอง-บริหารสต็อกแผนแก้วิกฤติน้ำมันปาล์มขาดระยะยาว

01 มี.ค. 2554

แม้ขณะนี้ปัญหาน้ำมันปาล์มขวดขาดแคลนดูเหมือนจะเริ่มคลี่คลายลงไปบ้างแล้ว แต่แนวทางแก้ด้วยการนำเข้าน้ำมันปาล์มกึ่งบริสุทธิ์มาชดเชยนั้น เป็นเพียงการแก้ปัญหาระยะสั้นเฉพาะหน้าเท่านั้น

 ซึ่งการันตีไม่ได้ว่าในอนาคตจะเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยขึ้นอีกหรือไม่ หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจได้จัดระดมความเห็นจากผู้เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน ในหัวข้อ "วิกฤติน้ำมันปาล์ม : ปัญหาและทางออก" เพื่อร่วมกันเสนอแผนระยะยาวในการบริหารจัดการน้ำมันปาล์มไปยังระดับนโยบาย โดยในเวทีเห็นพ้องต้องกันว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือ ต้องมีการบริหารจัดการเรื่องสต็อกอย่างจริงจัง

 ผลผลิตน้อย-กลไกราคาไม่ทำงาน

 นางวิวรรณ บุณยประทีปรัตน์ เลขาธิการสมาคมปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัญหาการขาดแคลนน้ำมันปาล์มขวดเกิดจากผลผลิตปาล์มออกมาน้อย และการที่รัฐบาลพยายามตรึงราคาเอาไว้ ทำให้กลไกตลาดไม่ทำงาน และเมื่อนำเข้ามา 3 หมื่นตันแล้วยังแก้ปัญหาไม่ได้ เพราะมีการคุมราคาเฉพาะน้ำมันปาล์มบรรจุขวดเท่านั้น ไม่ได้คุมน้ำมันปี๊บและน้ำมันถุง ทำให้น้ำมันไหลไปสู่ส่วนที่ไม่ควบคุมราคา เพราะโรงกลั่นผลิตแบบบรรจุขวดแล้วขาดทุน จึงไม่ผลิตออกมา

 ในปีที่ผ่านมา สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) คาดการณ์ผลผลิตปาล์มไว้ที่กว่า 9 ล้านตัน แต่ปัญหาภัยแล้งทำให้ผลิตลดลงเหลือเพียง 8 ล้านตัน และปลายปีก็เกิดปัญหาน้ำท่วมตัดผลปาล์มได้ลำบาก ทำให้ปริมาณน้ำมันปาล์มลดลงเหลือ 1.3 ล้านตัน จากที่เคยมี 1.5 ล้านตัน ซึ่งเป็นการใช้เพื่อการบริโภค 8 หมื่นตัน ใช้ผลิตน้ำมันไบโอดีเซล 3 หมื่นตัน และมีการส่งออกเพียง 6.3 หมื่นตัน

 "เริ่มเห็นสัญญาณผลผลิตปาล์มขาดตั้งแต่เดือนตุลาคม ซึ่งหากปล่อยไว้จะทำให้น้ำมันปาล์มขวดหายไป จึงขอให้กระทรวงพาณิชย์ปรับราคา เพื่อให้กลไกตลาดทำงาน แต่ก็ไม่ได้รับความสนใจ ขอให้เอกชนตรึงราคาไปก่อน และตอนนั้นถ้าปรับราคาก็ไม่มาก เมื่อไม่ปรับน้ำมันปาล์มก็หายไปจริงๆ เพราะที่ผ่านมา โรงกลั่นก็ได้กำไรไม่มากอยู่แล้ว มีส่วนเหลื่อมเพียง 2 บาท มาเป็นเวลา 20 ปีแล้ว" นางวิวรรณกล่าวและว่า นอกจากนี้ ยังมีปัญหาเรื่องสต็อกไม่ชัดเจน โดยเฉพาะในส่วนของอุตสาหกรรมพลังงาน ที่มีความแตกต่างกันอยู่

  นางสุดารัตน์ เตชะศรีประเสริฐ รักษาการผู้ช่วยด้านการเกษตรสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรม สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ยอมรับว่า การคาดการณ์ผลผลิตสินค้าเกษตรคงไม่สามารถทำได้แม่นยำทั้ง 100% ในส่วนของปาล์มในปีที่แล้ว สภาพอากาศมีการเปลี่ยนแปลงรุนแรงมาก ทำให้ผลผลิตต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ ลดลงจาก 9 ล้านตันเหลือ 8.2 ล้านตัน เนื่องจากอากาศแล้งปริมาณฝนน้อย ทำให้ปาล์มตัวเมียกลายเป็นกะเทยไม่ให้ผลผลิต และยังเจอปัญหาน้ำท่วมในช่วงปลายปีอีกด้วย

 "การคาดการณ์ทั้งปีมีโอกาสที่จะเบี่ยงเบนและผิดพลาดได้ ดังนั้น จึงได้ปรับเป็นคาดการณ์ผลผลิตทุก 3 เดือน และเป็นนโยบายให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่สำรวจพืชผลอย่างใกล้ชิดมากขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดตัวเลขคลาดเคลื่อนมาก อย่างปาล์มตอนเราไปดูมีดอกออกเชื่อได้ว่าจะเป็นตัวเมียแน่ แต่พออากาศแล้ง น้ำไม่พอกลายเป็นกะเทย ก็มีปัญหากับการคาดการณ์" นางสุดารัตน์กล่าว

 กระแสแรงคนตื่นกักตุนซ้ำเติม

 นายวิชัย โภชนกิจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคมของทุกปี จะมีปัญหาผลผลิตปาล์มลดลงอยู่แล้ว แต่ไม่เคยรุนแรงเท่าในปีนี้ ซึ่งในเดือนธันวาคมเห็นผลผลิตมีแค่ 5 หมื่นตัน ก็เริ่มเห็นสัญญาณขาดแคลน เพราะสิ้นปีสต็อกน้ำมันปาล์มเหลือเพียง 6.7 หมื่นตัน จากปกติควรมี 1.2 แสนตัน ก็คาดหวังว่าเดือนมกราคมจะมีผลผลิตเพิ่มเข้ามา 1 แสนตัน และกุมภาพันธ์อีก 2 แสนตัน แต่ปรากฏว่าทั้งสองเดือนมีผลผลิตแค่ 5 หมื่นตัน ประกอบกับถูกซ้ำเติมด้วยน้ำมันพืชอื่นมีผลผลิตน้อยเช่นกัน เช่น มะพร้าว ก็มีปัญหา ส่วนถั่วเหลืองกำลังการผลิตน้อยอยู่แล้ว แม้เพิ่มแล้วก็ยังไม่เพียงพอ จึงไม่สามารถหันไปพึ่งพืชชนิดอื่นแทนได้

 "แนวทางแก้ปัญหาในขณะนั้น กระทรวงพาณิชย์เสนอให้นำเข้า 5 หมื่นตัน เพื่อทดแทนสต็อกที่หายไป แต่ได้รับการอนุมัติแค่ 3 หมื่นตัน จึงไม่เพียงพอ และการแก้ปัญหาอาจไม่รวดเร็วพอ ยิ่งเมื่อปัญหาถูกยกระดับเป็นเรื่องการเมือง กระแสก็แรงขึ้น กระตุ้นให้คนตื่นตระหนก มีความต้องการซื้อน้ำมันปาล์มเกิดขึ้นทั่วบ้านทั่วเมือง คนไม่เคยซื้อก็ยังอยากซื้อน้ำมันปาล์มเก็บไว้ครอบครอง" นายวิชัยกล่าว

 ส่วนกรณีที่กระทรวงพาณิชย์ไม่ยอมให้ปรับขึ้นราคาน้ำมันปาล์มขวดตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ซึ่งควรจะอยู่ที่ขวดละ 65-70 บาทนั้น นายวิชัยแจงว่า เพราะมองว่าราคาปาล์มไม่ได้ปรับขึ้นแบบยั่งยืน เป็นการปรับขึ้นชั่วระยะเดียว หากปล่อยให้สินค้าขึ้นราคาไปแล้ว จะกระทบต่อราคาสินค้าเกี่ยวเนื่อง เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป สบู่ เป็นต้น ซึ่งเมื่อราคาต้นทุนลดลงผู้ประกอบการอาจไม่ยอมลดราคาสินค้าลง และยังมองว่าเดือนมกราคมปีนี้ผลผลิตปาล์มก็จะออกมาทดแทน แต่ก็เจอปัญหาน้ำท่วมอีก ทำให้ผลผลิตไม่ได้ตามคาด และในช่วงน้ำท่วม ภาครัฐเองก็ไม่ให้มีการขึ้นราคาสินค้ามาซ้ำเติมประชาชน และการที่กรมการค้าภายในไม่เปิดเผยตัวเลขสต็อกให้ชัดเจน เพราะเกรงว่าจะยิ่งสร้างกระแสปั่นราคาทำให้มีปัญหา และผลประโยชน์ไปตกกับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

 นายอนุสรณ์ แสงนิ่มนวล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า หลังจากเห็นสัญญาณผลผลิตปาล์มและราคาที่สูงขึ้นต่อเนื่อง ก็ได้มีการชะลอการซื้อ และเสนอให้มีการจำหน่ายน้ำมันดีเซลเพียงเกรดเดียว และในส่วนของบางจาก จะผลิตไบโอดีเซล บี 100 วันละ 3 แสนลิตร และใช้วันละ 2 แสนลิตร มีการเก็บสต็อก หรือสำรองบี 100 ไว้ประมาณ 6 ล้านลิตร หรือสำหรับการใช้ประมาณ 1 เดือน ซึ่งในฐานะผู้ค้าน้ำมันก็มองว่าไม่ได้เป็นจำนวนที่มาก และปัจจุบันบางจากและโรงงานไบโอดีเซลบางแห่งก็ได้หยุดการผลิตไบโอดีเซลไว้ชั่วคราวแล้ว หากใครมีบี 100 ไม่พอใช้ก็จะให้ยืมระหว่างกันไปก่อน
 สำหรับการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นมองว่าพลาดที่คุมราคาเฉพาะน้ำมันปาล์มบรรจุขวด แต่ไม่ได้คุมในส่วนอื่น เช่น ราคาน้ำมันปาล์มดิบขายกิโลกรัมละ 70 บาท ก็ทำให้เกิดการไหลไปที่มีราคาสูงกว่า ซึ่งหากยอมซื้อในราคาดังกล่าวก็สามารถซื้อได้ทันที แสดงว่าสินค้าไม่ได้ขาดแคลนจริง แต่นำไปขายในภาคส่วนอื่นที่ได้ราคาสูงกว่า

 ชงบังคับสำรองน้ำมันปาล์ม

 นายอนุสรณ์กล่าวว่า ในอนาคตเพื่อป้องกันไม่ให้ราคาน้ำมันปาล์มดิบในประเทศสูงมากเกินไป ควรจะอิงราคากับประเทศมาเลเซียแล้วบวกเพิ่มเข้าไปอีกส่วนหนึ่งในระดับที่สมเหตุสมผลกับต้นทุน เพราะราคาของมาเลเซียจะถูกกว่าไทย และรัฐบาลควรกำหนดนโยบายส่งเสริมไบโอดีเซลให้ชัดเจน ขณะเดียวกันก็ต้องเพิ่มความยืดหยุ่นของกฎเกณฑ์ของการผสมของไบโอดีเซล มีกลไกในการปรับเปลี่ยนได้รวดเร็ว รวมทั้งต้องมีการควบคุมดูแลสต็อกน้ำมันปาล์มอย่างจริงจัง เพื่อจะได้ส่งสัญญาณไปยังภาคเอกชนได้ถูกต้อง โดยอาจมีกองทุนดูแลน้ำมันปาล์มให้เข้ามาสู่ระบบกลาง ที่สำคัญ ควรบังคับใช้ให้สำรองน้ำมันปาล์มรองรับกรณีฉุกเฉินเอาไว้ และควรมีระดับเตือนภัยควบคู่กันไปด้วย

  "พลังงานต้องมาเป็นอันดับสอง ส่วนอาหารต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง และไม่ควรขาดแคลน เมื่อมีส่วนเกินจึงนำไปใช้ด้านพลังงานไม่ต้องส่งออก เพื่อให้เกษตรกรขายผลผลิตได้ราคาดี และลดการนำเข้าน้ำมันปีละกว่าแสนล้านบาท" นายอนุสรณ์กล่าว

 ขณะที่นางวิวรรณได้เสนอแนะเพิ่มเติมให้กระทรวงพาณิชย์กำหนดเพดานขั้นต่ำ-ขั้นสูงของราคาน้ำมันปาล์มขวดมากกว่าจะกำหนดราคาตายตัว เพราะราคาควรจะผันแปรตามต้นทุน และควรดูที่โครงสร้างราคาตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายทาง โดยผู้บริโภคต้องยอมรับราคาที่ขึ้นลงได้ตามกลไกตลาด และสนับสนุนให้ทุกโรงกลั่นต้องมีสต็อกตามกฎหมายที่สามารถยืดหยุ่นได้ตามผลผลิตปาล์ม

 ด้านนายวิชัยเสริมว่า ในระยะยาวมีแผนที่จะจัดระบบปาล์มอยู่แล้ว ซึ่งนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายปาล์มแห่งชาติ ได้สั่งการให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดตั้งกองทุนเหมือนกรณีของยางพารา เพื่อให้มีการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบขึ้น ส่วนเรื่องการมีสำรองตามกฎหมายที่หยิบยกขึ้นนั้น เป็นเรื่องที่ดี และน่าจะมีการนำเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายปาล์มฯ ซึ่งมองว่าหากได้รับการเห็นชอบก็น่าจะทำได้เร็ว โดยอาจจะกำหนดให้สต็อกเป็นสัดส่วนเปอร์เซ็นต์ของกำลังผลิต หรือยอดขาย สำหรับโรงกลั่นรายใหญ่ๆ

 อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าจับตาหลังจากปัญหาน้ำมันปาล์มขวดคลี่คลายก็คือ ปริมาณผลผลิตในประเทศที่กำลังจะออกสู่ตลาดจำนวนมาก หากรัฐบาลจะยังยืนกรานในการนำเข้ามาทั้ง 1.2 แสนตัน ปัญหาสินค้าล้นตลาดและราคาผลผลิตปาล์มตกต่ำจะตามมาอย่างแน่นอน หากไม่มีโรงผลิตไบโอดีเซลรองรับ