
ตลกร้ายเรื่องการเลือกตั้ง
ข่าวจริงและข่าวปล่อยเรื่องการเลือกตั้งนั้นมีมาโดยตลอด ซึ่งถ้าความทรงจำของผม (และของประเทศนี้) ยังไม่เสื่อมมากนัก จะพบว่า คำมั่นสัญญาว่าจะจัดให้มีการเลือกตั้งนั้น เป็นสิ่งที่รัฐบาลมักจะใช้พูดถึงเสมอๆ เมื่อมีแรงกดดันทางการเมือง
อย่างน้อยก็นับเนื่องมาจากเหตุการณ์การเผชิญหน้ากันของคนเสื้อแดง กับรัฐบาลเมื่อหน้าร้อนปีที่แล้ว
ดังนั้นสำหรับผมแล้ว จึงเป็นเรื่องที่น่าเบื่อมากกับประเด็นที่ว่า ตกลงว่าจะมีการเลือกตั้งเมื่อไหร่
ประการที่หนึ่ง หากดูตามพื้นดวงแล้ว จริตของพรรคประชาธิปัตย์นั้นจะไม่ยุบสภาง่ายๆ ถ้าตัวเองเป็นรัฐบาล โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาจากการถืออำนาจสองครั้งสุดท้าย คือ "ชวนหนึ่ง" และ "ชวนสอง"
จะพบว่า "ชวนหนึ่ง" นั้นจบลงด้วยการยุบสภา แต่ยุบสภา เพราะข้อ (กล่าว) หาในเรื่องการทุจริตจากเรื่องของที่ดิน ส.ป.ก. ที่ภาคใต้
ส่วนกรณี "ชวนสอง" นั้น อยู่จนครบวาระ และหลังจากที่ครบวาระแล้ว ก็ถึงคราวที่จะมีการใช้รัฐธรรมนูญฉบับประชาชนปี 2540 ซึ่งมีการร่างไว้เสร็จแล้ว รอแต่ตามบทเฉพาะกาลว่าจะเริ่มใช้เมื่อรัฐบาลในขณะนั้นหมดวาระลง
พื้นดวงแบบนี้ก็คือ (อย่าใช้คำอื่นเลยครับ ภาษาวัยรุ่นจะว่าแรงเกินไป) ก็คือ เพราะพรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคที่เชื่อมั่นในระบอบรัฐสภา อันมีพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลนั่นแหละ
หมายความว่า ในความเข้าใจของพรรคประชาธิปัตย์นั้น ระบอบรัฐสภานั้นมีข้อเสียอยู่ข้อเดียว ก็คือ ถ้าไม่มีประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล (ทำนองคนดีแบบประชาธิปัตย์ต้องถูกเลือกมาปกครองบ้านเมือง) ดังนั้นถ้าประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องยุบสภาง่ายๆ เพราะพี่น้องประชาชนได้เลือกประชาธิปัตย์มาปกครองบ้านเมืองแล้ว
ประการที่สอง ถามว่า ประชาธิปัตย์สาม คือหลังจากชวนหนึ่ง ชวนสอง มาอภิสิทธิ์หนึ่งนี้ต่างกันไหม? คำตอบก็คือต่างกันอยู่มาก เพราะประชาธิปัตย์ในครั้งนี้ไม่ได้มาจากเสียงที่มากที่สุดจากการเลือกตั้ง เหมือนครั้งแรก และก็ไม่ได้มาจากการที่รัฐบาลชวลิตลาออกเนื่องมาจากวิกฤติเศรษฐกิจในครั้งที่สอง
ประชาธิปัตย์คราวนี้มาจากการอุ้มสมกันหลายประการของมือที่มองไม่เห็น หรือมองเห็นแต่ก็พูดไม่ได้ เหมือนกับผีนั่นแหละครับ คือเชื่อก็พิสูจน์ไม่ได้ แต่ไม่เชื่อ (หรือเชื่อ) ก็ลบหลู่ไม่ได้
นั่นหมายความว่า รอบนี้ประชาธิปัตย์มาทั้งจากเกมในสภาและนอกสภาผสมกัน ซึ่งไม่ได้หมายความว่าผิด แต่พูดตรงๆ ก็คือถูกตามรัฐธรรมนูญ และตามกฎหมายที่ยุบพรรคพลังประชาชน แต่ไม่ถูกใจคนจำนวนมากที่ยืนตรงข้ามกับประชาธิปไตยและใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ ทั้งรัฐธรรมนูญที่แล้วที่ถูกฉีกไปด้วยการทำรัฐประหาร และรัฐธรรมนูญ
ที่แตกต่างออกไปจริงๆ จากสองครั้งแรกของประชาธิปัตย์นั้นไม่น่าจะใช้การที่เห็นถึงนโยบายประชานิยมแบบหล่อๆ ทั้งหลายในนามของไทยเข้มแข็ง หรือประชาวิวัฒน์อีกด้วยซ้ำ เพราะซื้อเท่าไหร่คนก็ไม่ลืมครั้งแรกที่มีคนให้ เว้นแต่ว่าจะมีการลงไปเจรจาต่อรองในแง่ของข้อตกลงระหว่างกลุ่มพลังต่างๆ กับประชาธิปัตย์เสียมากกว่า การเจรจากับผู้ลงคะแนนเสียงโดยตรง
จนถึงวันนี้พลังทั้งในและนอกรัฐสภาจะยังอุ้มประชาธิปัตย์อยู่ไหม ก็คงจะตอบได้ยาก ดังนั้นการยุบสภานั้นจึงไม่ได้เป็นเรื่องที่จริงมากนัก แม้ว่าจะมีการจุดพลุนับถอยหลังหาเสียงแบบปากกล้าขาสั่นไปเรื่อยๆ
เพราะในกรณีของความพยายามสร้างความได้เปรียบในแง่ของการใช้เงื่อนไขรัฐธรรมนูญใหม่ที่ทำให้มีปาร์ตี้ลิสต์มากขึ้นจากเดิม โดยอ้างว่าจะทำให้ได้คะแนนมากขึ้นทั้งประเทศ แถมมีการพยายามชูจั๊กกะแร้เชียร์จากแนวร่วมนักวิชาการของตนเองที่ว่า ดังนั้นถ้าพรรคไหนมีคะแนนปาร์ตี้ลิสต์มากที่สุดก็ควรจะจัดตั้งรัฐบาล ก็ยังกล้าทำกัน
ถามว่านี่คือทิศทางจริงที่พรรคประชาธิปัตย์ต้องการยุบสภาและเลือกตั้งจริงไหม? ถ้าวางอยู่บนทฤษฎีหลักๆ ว่าด้วยการยุบสภาและเลือกตั้ง ที่มักจะมีด้วยกันสองทางเลือกคือ 1.ยุบเพราะถูกไล่จนจมมุม และ 2.ยุบเพราะได้เปรียบทางการเมือง จึงยุบเพื่อให้เลือกตั้งได้มากขึ้นกว่าเดิม
คำตอบคือไม่ใช่เลย...แต่ประชาธิปัตย์ยังมีตัวช่วยสำคัญอีกสองตัวในการยื้อเกมการยุบสภาไปเรื่อยๆ
หนึ่งคือ ประชาธิปัตย์ต้องประนีประนอมอำนาจกับบรรดาภาคประชาชน/ประชาสังคมมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะภาคประชาสังคมและประชาสังคมเหล่านี้เป็นพลังสำคัญในการปฏิรูป แต่ขาดฐานทางการเมือง พลังพวกนี้จึงต้องพึ่งพาพลังรัฐประหารและพลังการเมืองแบบอุ้มสมแบบที่เป็นอยู่ในการมาเป็นพันธมิตรในการปกครองบ้านเมือง ดังนั้นคณะกรรมการปฏิรูปต่างๆ จึงไม่อยากให้ประชาธิปัตย์ลงจากเวทีง่ายๆ เพราะไม่อยากไปตั้งหลักเจรจากับนักการเมืองอีกรอบหนึ่ง
สองคือ การยุบสภานั้นจะถูกปล่อยเป็นข่าวมาเรื่อยๆ เพื่อดับอุณหภูมิที่ร้อนแรงของแรงกดดันจากม็อบเสื้อแดงหลังจากที่แกนนำเสื้อแดงได้รับการประกันตัวออกมาแล้ว
ถามว่าถ้าเขียนแบบนี้แล้วประชาธิปัตย์เกิดยุบสภาในวันพรุ่งนี้ล่ะจะว่าอย่างไร? คำตอบก็คือ หมายความว่าประชาธิปัตย์นั้นอาจจะอยู่ในสภาวะตั้งรับ แต่จะแก้เกมกลับด้วยการสร้างการเมืองเรื่องความหวาดกลัวเพื่อดึงคะแนนในส่วนปาร์ตี้ลิสต์นั่นแหละครับ...แล้วก็ต้องดูว่าบรรดาผีๆ ทั้งหลายจะอุ้มประชาธิปัตย์ต่อไปแค่ไหนครับผม (บ้านเรานั้นเวลาพูดถึงผีนั้นไม่ได้แปลว่าดีหรือเลวนะครับ ไม่เชื่ออย่าลบหลู่แล้วกัน)...



