ข่าว

อภัยวิถี วิถีแห่งปรองดอง

อภัยวิถี วิถีแห่งปรองดอง

01 มี.ค. 2554

ดูเหมือนว่า หลังอิสรภาพชั่วคราวของเสื้อแดงชุดใหญ่ ปรากฏการณ์คนเสื้อแดง ในการแสดงปฏิกิริยาต่อต้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่ห่างหายไปนาน ก็เริ่มกลับมาคึกคักอีกครั้ง เมื่อวันอาทิตย์ที่ 27 กุมภาพันธ์

 ระหว่างที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เปิดตัวแผนการรณรงค์เลือกตั้ง ที่ลานอเนกประสงค์ตลาดนัดสวนจตุจักร ก็เผชิญกับการชูป้ายขับไล่ด้วยข้อความรุนแรง จากนั้นในตอนเย็นวันเดียวกัน เมื่อนายกรัฐมนตรีไปเป็นประธานในพิธีพระราชทานเพลิงศพ ก็มีคนเสื้อแดงรวมตัวกันต่อต้านอีก แนวโน้มเช่นนี้น่าจะดำรงอยู่ และทวีความรุนแรงมากขึ้น จนกว่าจะมีการเลือกตั้ง สิ่งที่ปรากฏนี้อาจไม่ได้มาจากการยุยง ปลุกปั่นของแกนนำเสื้อแดง แต่เป็นผลในแง่จิตวิทยา ที่ทำให้พวกเขามีขวัญและกำลังใจมากขึ้น

 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะกล่าวถูกต้อง หลังจากเขาเผด็จศึกคนเสื้อแดง ท่ามกลางคำถามมากมายเมื่อต้นปีก่อน “ชีวิตผมจากนี้ จะไม่มีความสงบสุขอีกแล้ว” เพราะเมื่อมีผู้เสียชีวิตจากการชุมนุมขับไล่รัฐบาล ไม่ว่ายุคสมัยใด ผู้นำย่อมไม่สามารถอยู่ในอำนาจได้อีกต่อไป นายอภิสิทธิ์โชคดีที่ระหว่างการชุมนุมของคนเสื้อแดง มีคนเสื้อดำ มีผู้ที่เชื่อกันว่ามีอาวุธแฝงตัวอยู่ มีพฤติกรรมหลายอย่างที่เชื่อว่าผู้ชุมนุมไม่ได้ใช้สิทธิชุมนุมโดยสงบ ปราศจากอาวุธ ฉะนั้น เมื่อคนเสื้อแดงถูกตั้งข้อหาก่อการร้าย ความรับผิดชอบในทางกฎหมายของนายกรัฐมนตรีก็ถูกมองข้ามไป แต่ในแง่ของคนเสื้อแดง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ คือผู้ที่ยังต้องรับผิดชอบในการเสียชีวิตของคนเสื้อแดงทั้งหมด ถึงแม้ว่าคนเหล่านั้นจะมีส่วนร่วมในความสูญเสียของเขาหรือไม่ก็ตาม

 แน่นอนว่า นายอภิสิทธิ์ต้องเผชิญกับแรงต่อต้าน การให้ร้าย ใส่ความ ความพยายามที่จะลดความน่าเชื่อถือของเขา นับจากข้อหาหนีทหาร จนกระทั่งเรื่องสองสัญชาติ ซึ่งไร้สาระอย่างสิ้นเชิง ยังไม่รู้ว่าเขาจะได้รับข้อหาอะไรอีก ในการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งสุดท้ายของรัฐบาลชุดนี้ แต่นั่นก็เป็นเรื่องปกติของนักการเมืองทุกคน นักการเมืองที่ไม่เข้าใจธรรมชาติของการเมือง หรือคนที่เฝ้ามองการเมืองโดยเข้าไม่ถึงการเมือง ก็จะมองการเมืองคือความขัดแย้ง การแก้แค้นตอบแทนไม่มีที่สิ้นสุด นายอภิสิทธิ์ก็อาจมีความคิดเช่นนั้น ฉะนั้น จึงไม่เพียงการตอบโต้ฝ่ายตรงข้ามในเรื่องนโยบาย หลายครั้งนายอภิสิทธิ์ก็ดึงเรื่องความขัดแย้งส่วนตัวมาพัวพันกับเรื่องส่วนรวม และเสียเวลาไปกับเรื่องเหล่านี้ไม่น้อย

 ไม่มีใครยอมรับได้กับการกล่าวหาอย่างไร้เหตุผล เพียงขอให้อีกฝ่ายหนึ่งดูแย่ ถูกดูหมิ่น เกลียดชัง ถูกเข้าใจผิดว่าไม่รู้กาลเทศะ ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง แต่ถ้าคนคนนั้นมีฐานะเป็นผู้นำ มีฐานะเป็นบุคคลสาธารณะ ก็จะต้องแยกแยะให้ได้ระหว่างเรื่องส่วนตัวกับส่วนรวม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เรียกร้องการปรองดอง แต่ถ้าเขายังคงติดยึดอยู่กับความแค้นส่วนตัว ยังไม่ยอมให้แม้แต่เรื่องหนึ่งผ่านไป ความปรองดองก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้ คนเสื้อแดงถูกปล่อยตัวชั่วคราว แต่ความรับผิดชอบในความผิดฐานก่อการร้ายยังอยู่ และเขาเหล่านั้นมีภาระที่ต้องพิสูจน์อีกมาก แต่หากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ถอนฟ้องคดีความผิดต่อส่วนตัว ที่มีต่อแกนนำเสื้อแดง นายอภิสิทธิ์จะเป็นผู้นำในการปรองดองที่แท้จริง ไม่มีสิ่งใดจะสง่างามไปกว่าอภัยวิถีอีกแล้วสำหรับนายกฯ อภิสิทธิ์