ข่าว

เต็มที่ไม่เกิน10มิถุนายน

เต็มที่ไม่เกิน10มิถุนายน

01 มี.ค. 2554

การส่งสัญญาณของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ว่าจะยุบสภาก่อนเดือนมิถุนายน ในก่อนหน้านี้ ดูแล้วน่าจะเป็นเพียงแค่โยนหินถามทางเท่านั้น

 การเคลื่อนไหวของพรรคประชาธิปัตย์ที่แสดงให้เห็นว่า การยุบสภาจะเกิดขึ้นเร็วกว่าที่พูดไว้ก่อนหน้านี้มีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 ล่าสุดก็เป็นการท้าทายการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลของ นายกฯ อภิสิทธิ์ ถึงกับบอกว่า อภิปรายกันในปลายสัปดาห์นี้เลยก็ได้

 ฟังดูเผินๆ อาจเป็นแค่ "พูดเอามัน" ให้คนที่จะยื่นซักฟอก ออกอาการหมั่นไส้เล่นๆ แต่ความเป็นจริงแล้ว นั่นคือคำพูดที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริงเอามากๆ

 ยิ่งจับตาดูการเคลื่อนไหวของแกนนำพรรคที่เกี่ยวข้องกับการคัดเลือกตัวผู้สมัครที่มีขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง

 ล่าสุดได้ข้อสรุปว่าใครจะลงเขตไหนกันแล้วเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

 รายชื่อผู้สมัครทุกคนทุกเขตพร้อมตั้งแต่เย็นวันอาทิตย์

 เป็นความเร่งด่วนของพรรคประชาธิปัตย์ที่มีขึ้นพร้อมกับการ "คิกออฟ" นโยบายพรรคที่สอดคล้องไปกับนโยบายรัฐบาลที่ตนกำลังบริหารอยู่

 ไม่ว่าจะเป็นการประกาศเพิ่มค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ 25% ยกระดับภาคเกษตรกรรม ประกันราคาสินค้าพืชผลการเกษตร เพิ่มเงินเดือนลูกจ้าง ตั้งเป้ากระจายรายได้ ฯลฯ

 ทันทีที่ประกาศคิกออฟนโยบายเหล่านี้ การอัดโฆษณาในสื่อต่างๆ ก็เริ่มขึ้นในทันที

 เปิดไปช่องไหนก็เห็นหน้า อภิสิทธิ์ บอกว่ารัฐบาลจะทำอย่างนั้นอย่างนี้เพื่อให้ความเป็นอยู่ดีขึ้น

 สิ่งเหล่านี้ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า มันคือ แคมเปญปูทางไปสู่การเลือกตั้ง !

 ถามว่าแล้ววันไหนถึงจะเป็นวันที่เหมาะสมสำหรับพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคร่วมรัฐบาล

 ก็ต้องไปไล่ดูว่า จากนี้ไปจะมีอะไรที่รัฐบาลจำเป็นต้องทำ

 เริ่มกันที่ งบประมาณกลางปีที่ผ่านวาระ 2 ไปแล้วเหลือเพียงแค่วาระ 3 ที่มีแนวโน้มสูงว่าจะเรียบร้อยภายในสัปดาห์นี้

 จากนั้น ก็เข้าสู่การพิจารณาของวุฒิสภา ที่ต่อให้ยื้ออย่างไร กฎหมายก็กำหนดให้วุฒิสภาพิจารณาให้แล้วสิ้นภายใน 15 วัน

 นั่นก็หมายความว่า ปลายเดือนมีนาคมการบังคับใช้งบประมาณกลางปีก็จะมีผลทางกฎหมาย เหลือเพียงแค่เรื่องรัฐธรรมนูญ ที่เหลือเพียงขั้นตอนเดียวเท่านั้น

 คนของพรรคประชาธิปัตย์และพรรคร่วมรัฐบาลต่างเห็นพ้องกันว่า หากงบประมาณกลางปีและรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้แล้ว ก็ยังมองไม่เห็นเหตุผลอะไรที่จะยื้ออยู่ต่อไปเพื่อเผชิญหน้ากับการชุมนุมของ นปช. ไม่ใช่เรื่องที่ฉลาด

 ปะเหมาะเคราะห์ร้าย หากเกิดเรื่องราวบานปลายออกไปเหมือนพฤษภาคมปีที่แล้วมันจะยุ่งจนวุ่นวายเสียคะแนนไปเปล่าๆ

 ที่สำคัญสิ้นเดือนมีนาคมนี้ ดอกผลจากโครงการประชาวิวัฒน์ก็จะออกมาให้เก็บเกี่ยว แม้ว่า เรื่องไข่ชั่งกิโล จะยังไม่ถูกอกถูกใจชาวประชานัก แต่ก็เชื่อว่าโดยรวมแล้วจะเป็นผลดีต่อรัฐบาล

 ส่วนการอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้านนั้น ทั้งพรรคประชาธิปัตย์และพรรคร่วมรัฐบาลล้วนมองข้ามเรื่องนี้ไปนานแล้ว !

 ไม่ใช่จะหมิ่นแคลนความสามารถของ มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ หัวหน้าทีมฝ่ายค้าน หากแต่เรื่องราวหลังเลือกตั้งนั้นยิ่งใหญ่กว่าจะมากังวลกับการตรวจสอบตามฤดูกาลของฝ่ายค้าน ที่ฝั่งนี้เชื่อว่า "ค้านเป็น" เพียงไม่กี่คน

 การอภิปรายจะมีพลังกดดันก็ต่อเมื่อมีการเคลื่อนไหวของกลุ่ม นปช.เข้ามาสอดคล้อง ...ซึ่งดูแล้วก็น่าจะเป็นอย่างนั้น

 และนั่นเป็นเหตุกังวลของรัฐบาลเพียงอย่างเดียว เพราะเป็นปัจจัยที่ไม่อาจควบคุมได้

 ยิ่งปล่อยแกนนำ 7 คน ออกมาเคลื่อนไหวนอกคุกในช่วงนี้เพราะไปเชื่อ "ข้อมูล" ที่ไม่เข้าท่าจากบางคน ก็ยิ่งทำให้ต้องเร่งแก้หรือเอาตัวออกจากปัญหาให้เร็วที่สุด

 อย่าลืมว่า เดือนเมษายน ไล่ไปถึงเดือนพฤษภาคมนั้นล้วนแต่เป็นช่วงเวลาที่ นปช.อ้างเป็นเหตุให้มีการชุมนุมได้ตลอดเวลา

 แค่เท่าที่มีอยู่นี่ก็เริ่มนัดกันวันนั้นวันนี้แล้ว

 ช่วงปลายมีนาคมถึงต้นเดือนเมษายนจึงเป็นจังหวะที่น่าจะสอดคล้องกับความต้องการของพรรคประชาธิปัตย์และพรรคร่วมรัฐบาลมากที่สุด

 ถ้ายุบสภาในช่วงนี้ กฎหมายให้เลือกตั้งภายใน 60 วัน

 แต่เสียงกระซิบจากคนในรัฐบาลนั้นบอกว่า เอาแค่ 50 วันก็พอ

 นั่นก็หมายความว่า ไม่เกิน 10 มิถุนายน การเลือกตั้งทั่วไปเกิดขึ้นอย่างแน่นอน !

 ส่วนผลการอภิปรายของ มิ่งขวัญ ที่มุ่งมั่นเต็มที่เลือกประเด็นเองคัดคนเอง ทุ่มเทเสียตั้งขนาดนี้ คงไม่ต้องถามกันละว่า สุดท้ายแล้วผลลัพธ์จะออกมาอย่างไร

 ศรายุทธ สายคำมี