
จุดเปราะบาง
การชุมนุมทางการเมือง กำลังทำให้กลไกทางกฎหมายรวน และถูกมองว่าสองมาตรฐานชัดขึ้น
คดีก่อการร้ายของคนเสื้อเหลืองกับก่อการร้ายของคนเสื้อแดง กำลังถูกนำมาเปรียบเทียบ พล.ต.ท.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้ช่วยผบ.ตร. เจ้าของสำนวนพันธมิตร ถูกกดดันอย่างหนัก
ถึงกับยื่นใบลาออกแต่สุดท้ายก็ต้องกลับมาคุมเพราะสำนวนใกล้สรุปว่าจะส่งฟ้องหรือไม่
ในขณะที่ 7 แกนนำคนเสื้อแดงในคดีเดียวกัน ก็จะได้รับการประกันตัวออกมา ส่วนอื่นก็กำลังยื่นประกันทยอยออกจากคุก
แม้ทั้ง 2 คดีจะมีรายละเอียดแตกต่างกัน พฤติกรรมทางคดีของแต่ละบุคคลหนักเบาไม่เท่ากันด้วย เรื่องทั้งหมดจึงขึ้นอยู่กับสำนวนการสอบสวนทั้งของตำรวจและกรมสอบสวนคดีพิเศษ
หากมองผ่านกรณีของนายฮิโรยูกิ มูราโมโตะ ช่างภาพสำนักข่าวรอยเตอร์สถูกยิงเสียชีวิต ในช่วงการชุมนุม "แดงเดือด" กำลังถูกจับตาโดยเฉพาะรัฐบาลญี่ปุ่น
เรื่องนี้พลิกไปมาสำนวนยังไม่นิ่งเพราะก่อนหน้านี้ดีเอสไอสรุปเบื้องต้นว่า ช่างภาพญี่ปุ่นถูกยิงเสียชีวิตจากเจ้าหน้าที่ เล่นเอากองทัพสั่นสะท้าน เพราะเป็นกำลังหลักหัวหมู่ทะลวงฟันช่วงกระชับพื้นที่
พอสำนวนถูกส่งกลับมายังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ คดีส่อเค้าพลิกทันทีเพราะมีรายงานออกมาว่า เสียชีวิตจากอาวุธปืนอาก้า
เมื่อทหารออกมาปฏิเสธ อาวุธสงครามชนิดนี้ไม่มีใช้ในกองทัพ เรื่องจึงส่อไปเป็น "ไอ้ปื้ด" มือมืดอีกแล้ว
ส่วนคำถามว่า เหตุใด 2 หน่วยงานจึงมีสำนวนแตกต่างกัน ผลพิสูจน์ของใครคลาดเคลื่อน คงตอบยากเพราะไม่รู้จริงๆ ว่า ดีเอสไอกับ สตช. ใครมีมาตรฐานความน่าเชื่อถือกว่ากัน
ตอนนี้การชุมนุมยังน่าเป็นห่วงเพราะบรรดาแกนนำได้รับอิสรภาพทั้งเสื้อเหลืองและกลุ่ม นปช. รับรองบ้านเมืองยังคงวุ่นวาย
ประเทศไทยกำลังเข้าสู่จุดอับ แม้แต่การยุบสภา อาจไม่ใช่ทางออกด้วยซ้ำ เหมือนคำให้สัมภาษณ์ล่าสุดของอดีตนายกฯ หนีโทษ ที่ว่าหากไม่ได้รับอภัยโทษ ไม่มีวันสงบ ยิ่งเติมเชื้อความแตกแยกเข้าไปอีก
ทั้งๆ ที่หนีโทษอยู่ยังสร้างความระทึกได้เรื่อยๆ เห็นน้ำยาของรัฐบาลที่ไม่มีวันเอาตัวบุคคลผู้นี้กลับมารับโทษได้
สถานการณ์บ้านเมืองถึงจุดเปราะบาง "กลิ่นปฏิวัติ" ก็คุกรุ่นอยู่ไม่น้อย
ตราบใดที่กฎหมายบังคับใช้อย่างจริงจังไม่ได้ ตำรวจผู้บังคับบัญชายังลังเล รักษาแต่สถานะตัวเองแล้วล่ะก็ บ้านเมืองคงไปไม่รอด!!



