
อำนาจ...
บอกเล่ากันตามตรงว่า พ.อ.โมอัมมาร์ กัดดาฟี เคยเป็นฮีโร่คนหนึ่งในใจผมในเรื่องของการต่อสู้กับจักรวรรดินิยมและมหาอำนาจตะวันตกที่เข้ามากอบโกยผลประโยชน์และทรัพยากรในประเทศโลกที่สาม
และการที่สหรัฐส่งกองเรือที่ 7 ไปปิดล้อมลิเบียในยุคที่กัดดาฟีเฟื่องสุดๆ จนสหรัฐประกาศว่าเขาเป็นอาชญากรและศัตรูหมายเลขหนึ่งของสหรัฐคนหนึ่ง ในยุคนั้น ก็จุดประกายให้ผมเขียนนวนิยายเรื่อง “ชี้ค” โดยอาศัยสถานที่และภูมิหลังของประเทศลิเบียเป็นฉากสำคัญ
ดาวิช บิน ฮาบัด ในเรื่อง “ชี้ค” มีอะไรหลายๆ อย่าง ที่ใกล้เคียงกับกัดดาฟี ตั้งแต่การเป็นชาวเบดูอินที่สืบเชื้อสายมาจากหัวหน้าเผ่า การเป็นมุสลิมที่เคร่งครัด ซื่อตรงและรักชาติ ดาวิชและกัดดาฟีเรียนจบจากโรงเรียนนายร้อยเบงกาซีเหมือนกัน จะต่างกันที่ดาวิชมีความจงรักภักดีต่อกษัตริย์ แต่กัดดาฟีโค่นล้มราชวงศ์ และประการสำคัญดาวิชรู้จักการพอ และสละอำนาจมุ่งหน้าสู่ความสงบในทะลทราย แต่กัดดาฟีไม่รู้จักความเพียงพอ หรืออิ่มในอำนาจ ตรงนี้แหละครับที่ทำให้ชี้คดาวิชยังมีชีวิตอยู่อย่างงดงาม แต่กัดดาฟีกำลังจะมีชีวิตอยู่อย่างคนที่ตายแล้ว
ปัญหาสำคัญของการมีอำนาจ ก็เป็นอย่างที่ผมเขียนไว้ในนวนิยายเรื่อง “อำนาจ” นั่นคือคนที่อยู่ในอำนาจมักจะไม่ยอมลงจากอำนาจหรือไม่รู้ว่าตนเองควรจะวางมือจากอำนาจเมื่อไหร่ และยิ่งอยู่ในอำนาจนานเท่าไหร่ก็ยิ่งนึกคิดว่าอำนาจนี้เป็นของกู บ้านเมืองนี้เป็นของกู ทรัพย์สมบัติของประเทศเป็นของกู ความคิดเช่นนี้แหละครับที่น่ากลัวที่สุด เพราะคิดว่าสิ่งนั้นสิ่งนี้เป็นของเราแล้ว ก็จะเกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของหรือผูกขาดสิ่งเหล่านั้นไว้กับตัว อำนาจที่เคยเป็นเหมือนสมบัติผลัดกันชม ก็จะกลายเป็นสมบัติของข้าใครอย่าแตะ และคนที่คิดโง่ๆ แบบนี้ก็ตายอย่างโง่ๆ มาแล้วมากมาย
พูดด้วยความรู้สึกที่เป็นกลางๆ ผมรู้สึกเข้าใจ เห็นใจ และสงสารกัดดาฟีอย่างมาก ในวันที่ออกโรงพล่ามด่าประชาชนที่ลุกขึ้นมาแข็งข้อต่อต้านเขา หรืองัดสมุดปกเขียว หรือ Green Book ที่เขานำหลักการต่างๆ ในคัมภีร์อัลกุรอานมาปรับใช้ให้เหมาะกับโลกสมัยใหม่ ออกมาเปิดอ่านด้วยท่าทางที่คลั่งแค้น ถ้าพูดอย่างตรงไปตรงมา ปัญหาที่เกิดขึ้นในลิเบีย เป็นเรื่องของช่องว่างโดยแท้ ช่องว่างแรกคือช่องว่างระหว่างผู้ปกครองกับผู้ถูกปกครอง แม้ว่ากัดดาฟีจะเป็นผู้นำที่มาจากรากหญ้า แต่เมื่อหญ้าเหยียดต้นสูงขึ้นช่องว่างระหว่างยอดกับรากก็ห่างไกลกันจนแทบจะเป็นคนละต้น
ช่องว่างต่อมาได้แก่ช่องว่างทางเศรษฐกิจ แม้ว่าลิเบียจะมีลักษณะเป็นรัฐสวัสดิการ ที่นำรายได้จากการค้าน้ำมันมาให้บริการด้านต่างๆ แก่ประชาชน แต่ในโลกแห่งข้อมูลข่าวสารเช่นปัจจุบัน ชาวบ้านก็สามารถสืบหาข้อมูลได้ว่าในแต่ละปีรัฐได้กำไรจากการให้สัมปทานบริษัทต่างชาติขุดเจาะน้ำมันเป็นจำนวนเท่าไหร่ และนำมาใช้ในเรื่องสวัสดิการหรือการพัฒนาประเทศเท่าไหร่ ลงไปอยู่ในกระเป๋าใครเท่าไหร่
ช่องว่างสุดท้ายคือช่องว่างของเวลา จริงอยู่กัดดาฟีเคยมีบทบาทสำคัญในการสร้างชาติ และทำให้ประเทศอาณานิคมที่ยากจนกลายเป็นประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่รายหนึ่งของโลกที่มั่งคั่งร่ำรวย แต่กัดดาฟีก็อยู่ในอำนาจนานเกินไป จนลืมไปว่ายุคสมัยของการปฏิวัตินั้นผ่านมาถึง 46 ปีแล้ว และคนรุ่นหนุ่มสาวในยุคนี้ ไม่ได้มีความรู้สึกซาบซึ้งหรือเทิดทูนบูชาเขาเหมือนคนรุ่นก่อน ในสายตาของคนรุ่นนี้กัดดาฟีเป็นตัวละครตกยุค เป็นเผด็จการตัวพ่อของโลกอาหรับ และเป็นของเก่าที่ชำรุดแล้วชิ้นหนึ่งซึ่งควรจะโยนทิ้งไปได้แล้ว
ผมคิดว่าความน่าเจ็บปวดที่สุดของเรื่องนี้อยู่ตรงนี้ คือขณะที่กัดดาฟีประเมินค่าตัวเองไว้สูงส่ง แต่คนรุ่นใหม่กลับไม่ได้คิดอย่างนั้นแม้แต่น้อย และนี่ก็คืออวสานของ พ.อ.โมอัมมาร์ กัดดาฟี ที่มาถึงโดยเขาไม่ทันได้ตั้งตัว
ทั้งๆ ที่เขามีเวลาเตรียมตัวที่จะลงจากอำนาจถึง 40 กว่าปี ซึ่งมากกว่าผู้นำเผด็จการคนใดทั้งสิ้นในโลกนี้



