
ทฤษฎีโดมิโน 2011
หลังสงครามโลกครั้งที่สองยุติลงเมื่อปี 1945 โลกใบนี้ก็เข้าสู่ยุคที่เรียกกันว่า สงครามเย็น และแทบจะทันทีทันใดที่ฝรั่งเศสปราชัยที่ศึกเดียนเบียนฟูเมื่อเดือนมีนาคม 195 ประธานาธิบดีไอเซนเฮาเวอร์ก็ประกาศทฤษีโดมิโนในเดือนเมษายน 1954 โดยพุ่งเป้าเพื่อสร้างความชอ
คำอธิบายนี้เริ่มจากโดมิโนตัวแรกคือจีนที่ล้มลงเป็นประเทศสังคมนิยมเมื่อปี 1949 ตามด้วยเกาหลีเหนือ จากนั้นก็จะส่งแรงสะเทือนไปทำให้เวียดนามล้มต่อ แล้วลามไปถึงลาว กัมพูชา ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย พม่า และอินเดีย ตามลำดับ
ช่วงเวลานั้น อเมริกาเข้าไปเกี่ยวข้องกับสงครามเกาหลีเต็มตัวแล้วในนามขององค์การสหประชาชาติด้วยเหตุผลไม่ต้องการให้เกาหลีใต้ถูกเกาหลีเหนือใช้กำลังบังคับให้เปลี่ยนเป็นประเทศสังคมนิยม และเพื่อป้องกันมิให้ประเทศอื่นๆ ในโลกล้มตามกันไป จึงเป็น “หน้าที่” ของอเมริกาผู้นำโลกเสรีที่จะต้องเข้าไป “จัดการ” มิให้โดมิโนตัวต่อไปในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต้องล้มตามไป นำไปสู่การส่งกำลังทหารอเมริกันเข้าไปในเวียดนามใต้ในที่สุด...
อเมริกาล้มเหลวแล้วถอนตัวจากเวียดนามในปี 1975 เวียดนามเหนือยึดครองเวียดนามใต้ได้อย่างเบ็ดเสร็จแทบจะทันทีทันใด ส่งผลให้ประเทศที่เหลือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่างวิตกทุกข์ร้อนกันทั่วหน้าเมื่อโดมิโนตัวถัดไปคือลาวและกัมพูชาต่างล้มลงแทบจะพร้อมๆ กัน
แต่โดมิโนตัวต่อมากลับไม่ล้ม ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย สามารถยืนหยัดต้านแรงผลักของตัวโดมิโนได้ จนกระทั่งสิ้นสุดสงครามเย็น ประเทศทั้งหมดนี้ก็สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างแนบแน่น และอีกเพียงไม่กี่ปีข้างหน้า ก็กำลังจะผนึกรวมกันเป็น “ประชาคมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”
ทฤษฎีโดมิโนจึงถูกลืมไปในที่สุด
กระทั่งถึงปี 1989 จึงมีการพูดถึงทฤษฎีนี้อีกครั้งเพื่ออธิบายการแยกตัวเป็นอิสระของเหล่าประเทศยุโรปตะวันออกที่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของรัสเซียตั้งแต่เมื่อครั้งสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สองรวมทั้งการแยกตัวเป็นอิสระจากประเทศในเครือ จนนำไปสู่การล่มสลายของสหภาพโซเวียตเมื่อปี 1991
เหตุที่สามารถนำทฤษฎีโดมิโนมาอธิบายปรากฏการณ์ในยุโรปตะวันออกและรัสเซียครั้งนี้ก็เนื่องจากประเทศเหล่านี้ต่างยึดถือแนวทางการปกครองแบบสังคมนิยมเหมือนกัน จึงนำไปสู่เรื่องสำคัญที่เหมือนกันอีกสองประการคือ
การปกครองเป็นแบบพรรคเดียว คือพรรคคอมมิวนิสต์ซึ่งนำไปสู่ปัญหาสิทธิเสรีภาพ ส่วนทางด้านเศรษฐกิจนั้นก็ใช้การวางแผนแบบรวมศูนย์จากรัฐบาลซึ่งนำไปสู่ความยากจนล้าหลังเมื่อเทียบกับประเทศเสรีนิยมอย่างเห็นได้ชัด แม้ว่าในช่วงแรกๆ ประชาชนจะมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับการปกครองแบบเดิมก็ตาม
ปัญหาสิทธิเสรีภาพ และปัญหาปากท้องนี่เองที่เป็นสาเหตุของแรงระเบิดจากประชาชนจนนำไปสู่การล่มสลายของระบอบสังคมนิยม กลายเป็นโดมิโนที่ล้มตามกันตัวแล้วตัวเล่า เริ่มต้นจากโปแลนด์ในปี 1989 แล้วลามไปสู่ประเทศที่รวมตัวกันในนามของสหภาพโซเวียตรัสเซียในที่สุด
และล่าสุดปี 2011 ทฤษฎีโดมิโนได้กลับมาเป็นคำอธิบายสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงของประเทศตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนืออีกครั้งหนึ่ง เมื่อโดมิโนตัวแรกคือตูนิเซียล้มลงแล้วตามด้วยอียิปต์ และที่กำลังจะล้มแหล่มิล้มแหล่ตามที่ปรากฏเป็นข่าวรายวันอีกหลายประเทศ
ความเหมือนกันของประเทศเหล่านี้คือ การเมืองที่ถูกผูกขาดจากผู้นำคนเดิมเป็นเวลานับสิบๆ ปี รวมทั้งปัญหาการว่างงาน ปัญหาปากท้อง ฯลฯ ไม่แตกต่างจากความเปลี่ยนแปลงในยุโรปตะวันออกเมื่อ 20 กว่าปีก่อนหน้านี้เลย และตอนนี้ดูเหมือนว่าจีนก็กำลังจะมีปัญหา หลังจากที่เคยเกิดเหตุการณ์ที่จัตุรัสเทียนอันเหมินเมื่อปี 1989 ปีเดียวกับที่เกิดความเปลี่ยนแปลงในยุโรปตะวันออก เพียงแต่ครั้งนั้นเติ้ง เสี่ยวผิงใช้ความเด็ดขาดเข้าจัดการ จนปัญหาสงบลง แต่จะสงบลงได้นานแค่ไหน ?
ทฤษฎีโดมิโนจึงเป็นเรื่องที่ไม่ใส่ใจมิได้สำหรับประเทศที่การเมืองยังไม่ลงตัว
บัญชร ชวาลศิลป์



